2008/Jun/21

เพื่อนของอินทิราบอกว่า ที่ตลาดจตุจักรมีสินค้าให้เลือกซื้อมากมาย โดยเฉพาะเสื้อผ้า ถ้าเธออยากไปก็แวะไปได้ตามสะดวก

อินทิราแต่งตัวสมวัยของเธอ ขึ้นรถเมล์สาย 529 เพื่อลงในตำแหน่งที่ใกล้ที่สุด เธอลงจากรถอย่างแช่มชื่น เมื่อถึงที่หมาย เธอต้องพบกับความผิดหวังอย่างรุนแรง อินทิราโทรศัพท์ไปหาเพื่อนด้วยความโมโห

"วัลภา ไหนเธอบอกว่าที่ตลาดจตุจักรมีของให้เลือกเยอะไง ทำไมร้านมันปิดหมดเลยอ่ะ ชั้นอุตส่าห์ตั้งใจจะมาซื้อเสื้อผ้าอัพเกรดตัวเองหน่อย"

"นี่แกไม่รู้จริงๆเหรอว่า โซนขายเสื้อผ้ามันเปิดวันเสาร์ - อาทิตย์ แกเล่นมาวันอังคาร ไปซื้อต้นกระบองเพชรไป จะได้ไม่เสียเที่ยว" สิ้นคำพูด ปลายสายวางหูทันทีดดยไม่คำนึงว่าต้นสายรุ้สึกเจ็บช้ำน้ำใจแค่ไหน

อินทิราได้ต้นกระบองเพชรจากร้านเฮียขายต้นไม้กลับบ้านเป็นการปลอบใจ

..................................................

วันนี้วันเสาร์ อินทิราไม่โง่อีกแล้ว เธอทำหน้ามุ่งมั่น เตรียมพร้อมไปซื้อเสื้อผ้าที่ตลาดจตุจักรเต็มที่ ระหว่างที่เดินเลือกซื้อเสื้อผ้าอยู่นั้น เธอสะดุดตากับกางเกงขาสั้นสีดำเมี่ยมที่ใส่อยู่กับตัวหุ่น

"พี่คะ หนูอยากได้กางเกงตัวนี้ค่ะ"

"ได้ค่ะน้อง เดี๋ยวพี่หยิบให้" พนักงานเดินไปหยิบกางกางที่เธอต้องการ

"ไม่ค่ะ หนูอยากได้ตัวที่หุ่นใส่อยู่ พี่ช่วยแงะออกมาจากหว่างขาของหุ่นตัวนี้ให้หน่อยนะคะ" อินทิราบอกกับคนขาย

คนขายงงไปชั่วขณะ แต่เธอก็ยินยอมทำตามคำสั่งของอินทิรา ทั้งๆที่เธอเองก็คิดในใจว่าทำไมกูต้องทำตามที่อีนี่มันบอกด้วย

หลังจากที่คนขายแงะกางเกงออกจากหุ่นอย่างทุลักทุเลจนสำเร็จ เธอรับกางเกงมาและถามถึงห้องลองกางเกง พนักงานไม่ตอบยื่นผ้าถุงขอบเอวยางยืดให้เธอ

"พี่ค่ะ หนูถามว่าห้องลองกางเกงอยู่ไหน ไม่ได้จะซื้อผ้าถุงค่ะ ที่บ้านหนูมีแล้ว" เธอตอบด้วยสีหน้าจริงจัง

คนขายสูดลมหายใจลึกๆ พร้อมตะโกนคำผรุสวาทที่เธอเองไม่ก็ไม่เคยได้ยิน ทำให้คนที่อยู่ในร้านหันมามองเธอเป็นสายตาเดียว แต่ช่างมัน เธอรีบหยิบเงินในกระเป๋า 350 บาท ยื่นให้คนขายพร้อมเดินจากไป

...............................

เรื่องที่มาของกางเกงดูเหมือนจะไม่สลักสำคัญเท่าเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น

อินทิราได้กางเกงขาสั้นสีดำเมี่ยมมาครอบครอง ระหว่างที่เธอกำลังเอากางเกงไปซัก เธอเห็นโฆษณาผงซักฟอกยี่ห้อหนึ่ง ฉับพลันเธอก็โยงความคิดไปถึงเรื่องกางเกงสีตก (ซึ่งเป็นชุดตรรกะและเหตุผลที่ลักลั่น เพราะโฆษณาผงซักฟอกมันเกี่ยวอะไรกับปัญหากางเกงสีตก) เธอก็คิดได้ว่ากางเกงที่ซื้อมาใหม่สีอาจจะตกได้ เธอจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาวัลภา เพื่อนรัก

"ฮัลโหล ภา แกพอรู้ไหมว่าชั้นจะแก้ไขปัญหาสีตกได้ยังไง พอดีชั้นเพิ่งไปซื้อกางเกงมาน่ะ กลัวสีมันตก"

"อืม....เท่าที่ชั้นเรียนวิชาการงานและพื้นฐานอาชีพมา วิธีแก้ไขปัญหาสีตกน่าจะเอากางเกงไปแช่น้ำเกลือนะ"

"จริงดิ...น่าสนๆ ขอบใจมากนะแก" สิ้นเสียง อินทิราวางหูโทรศัพท์ สีหน้าประหนึ่งรู้ซึ้งในรสพระธรรม

อินทิรากำลังจะแก้ไขปัญหากางเกงสีตก

(โปรดติดตามตอนต่อไป...)

    

2008/May/31

"พะชอน สง่าดอนสูง" เสียงเรียกชื่อของคุณครูวิชาภาษาไทยในชั้นเรียนเด็กป.6 ในวันที่แสนร้อนอบอ้าว ดังขึ้น

ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้อง ไม่มีเสียง "มาครับ" ตามความคาดหวังของครู

"พะชอน พะชอน" เสียงของครูดังขึ้นประหนึ่งมั่นใจว่าจะต้องมีพะชอนอยู่ในห้องนี้แน่ๆ เพราะวันนี้ไม่มีเด็กนักเรียนที่ ป่วย ลา ขาด สักคน

"อีแบงค์ ครูเค้าเรียกชื่อมึงหรือเปล่าวะ" เดชา เพื่อนร่วมห้องกระซิบบอกเจ้าของชื่อด้วยความไม่แน่ใจ

"อะไรแก ชั้นชื่อ พดชะระ ย่ะ" เจ้าของชื่อยืนยันวิธีการอ่านที่ถูกต้องของตัวเอง "ใครชื่อพะชอน ชั้นไม่ใช่กระชอนตักปลานะยะ"

ครูภาษาไทยยังคงงงที่ไม่มีใครขานรับ เธอเดินมาที่กระดานดำ (ซึ่งน่าจะเรียกว่ากระดานเขียว) หยิบชอล์คสีชมพูขึ้นมาเขียนชื่อ "พชร"

"ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง ก็เรียกอยู่ตั้งนานว่า พะชอน พะชอน ไหน คนไหน ยกมือซิ" คุณครูตะคอกด้วยความโมโห พร้อมเอาชอล์คเคาะกับกระดานเสียงดัง ป๊อก ป๊อก ปีอก ป๊อก!

พชร ยกมือขึ้น "ที่ครูเขียนมันชื่อผมฮะ แต่มันอ่านว่า พดชะระ ไม่ใช่พะชอน ผมไม่ใช่กระชอนตักปลาฮะ" 

คำตอบของพชรทำให้เด็กนักเรียนในชั้นหัวเราะกันตัวโยน ครูสอนภาษาไทยทำอะไรไม่ถูกสีหน้าบ่งบอกถึงความรู้สึกอับอายอย่างรุนแรง เธอยังขุดเอาสติที่ยังพอมีอยู่พร้อมตอกกลับพชรว่า

"ฮึ! ชื่อ พชร แต่ดันเป็นกะเทย" เด็กทุกคนหัวเราะอีกครั้ง รอยยิ้มมุมปากแสดงถึงชัยชนะของครูสาวไฟแรงคนนี้ได้เป็นอย่างดี

--------------------------------------------------------------------------------------------

พชรเป็นกะเทย ในโรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่ง

เธอไม่ค่อยอยากให้เพื่อนๆเรียกว่า กะเทย เท่าไหร่นัก

"พวกแกเรียกชั้นว่า ตุ๊ด ดีกว่า ตุ๊ด มันดูน่ารักดี กะเทย ฟังแล้วยังกับกระทิง" พชรบอกกับเพื่อนผู้ชายที่ล้อเธอ

พชรชอบเล่นวอลเล่ย์บอล เธอมีเพื่อนฝูงรุ่นพี่ที่รวมตัวกันสร้างเป็นสมาคมชาวเราขึ้นมาในโรงเรียน อย่างน้อยมันทำให้เธออุ่นใจว่า เธอยังมีกลุ่มเพื่อนและพี่ที่เธอคอยปรึกษาและไว้ใจได้

หากถามถึงคุณสมบัติของพชร เพื่อนๆในสมาคมก็จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "มันเส้นตื้นมาก"

พีระ เด็กชายผถ้อมทุกข์ออกไปอ่านเรียงความวันพ่อหน้าชั้นเรียน "ผมรักพ่อของผมมาก เพราะพ่อของผมเป็นคนตลกโปกฮา....ถึงแม้ว่าเขาจะจากผมไปแล้วก็ตาม"

ยงยุทธ เพื่อนตุ๊ดที่นั่งข้างๆเธอเขียนข้อความลงในกระดาษส่งให้อ่าน ทันใดนั้นเสียงหัวเราะก็ระเบิดลั่นไปทั่วห้อง

"กร๊ากกก ฮ่า ฮ่า แอร๊ยยยยยย ฮ่า ฮ่า" บางทีเสียงหัวเราะของพชรก็ยากเกินกว่าที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษรได้

เด็กนักเรียนทุกคนหันมามองพชรเป็นตาเดียว เธอรู้ตัวว่าทุกสายตาจับจ้องที่เธอ แต่เธอหยุดหัวเราะไม่ได้

"ผีเข้าเหรอพะชอน" ครูภาษาไทยคนเดิมถาม

"เปล่าฮ่ะครู" เธอชูกระดาษต้นเหตุที่ทำให้เธอหัวเราะ "ยงยุทธมันเขียนว่า พ่อของพีระเป็นคนตลกลูกกะโปกฮาฮ่ะ"

ตั้งแต่วันนั้น ยงยุทธก็ขอร้องครูประจำชั้นให้ย้ายเขาไปอยู่โต๊ะอื่น และไม่พูดกับพชรอีกเลยจนบัดนี้

-----------------------------------------------------------------------------------------

พชรเป็นคนเส้นตื้น

พิธีไหว้ครูกำลังจะมาถึง เด็กนักเรียนทุกคนตื่นเต้นเป็นพิเศษที่จะได้ไม่ต้องเรียนเพราะคาบเรียนจะยกเลิกเพื่อมาทำพิธีไหว้ครูครึ่งวัน

ระหว่างพิธีซ้อม พชร นั่งข้าง ทรงพล เพื่อนผู้ชายที่เธอไม่ค่อยสนิทมากนัก แต่เขาก็เป็นคนนิสัยดีพอที่จะให้พชรนั่งข้างเขาได้ นั่นหมายความว่า ทรงพลไม่เกลียดตุ๊ด

ระหว่างที่ทั้งสองนั่งขัดสมาธิมือประนมตามที่คุณครูสั่งให้ทำ เสียงสุดจมูกฟื๊ดฟ๊าดของพชรดังขึ้น "ฟื๊ดฟ๊าด"

"นายเป็นหวัดเหรอ" ทรงพลถามด้วยความสงสัย

"ใช่ เพิ่งเป็นเลยอ่ะ" พชรตอบพร้อมสุดน้ำมูกที่คั่งในโพรงจมุกสูดขึ้นให้มันลงไปในคอ เธอกลืนน้ำมูกก้อนนั้นเหมือนกลืนน้ำลาย

"ปาเจรา จริยา โหนตุ๊...." เสียงตัวแทนนักเรียนรางวัลขับร้องทำนองเสนาะดังขึ้น

ทรงพลพูดกับพชร "นายเคยได้ยินเพลงนี้เปล่า ปาเจรา จริยา แอมโฟเน๊..." ทรงพลขึ้นเสียงสูงตรงคำว่า 'เน๊' อย่างเพราะพริ้ง

ยังไม่ทันที่ทรงพลจะปิดกล่องเสียง เสียงหัวเราะพิฆาตมารของพชรก็ดังกัมปนาทขึ้น "แอร๊ยยย กร๊ากก ฮ่า ฮ่า ฮ่า" เท่านั้นไม่พอ ด้วยลำคอที่เปิดกว้าง โพรงจมูกที่ทำงานคล่องตามระบบร่างกาย พชรก็ปล่อยก้อนน้ำเมือกสีเขียวออกจากทางรูจมูก เธอสูดมันเอาไว้ไม่ทัน

"แพละ !" ก้อนเมือกเจ้ากรรมตกลงบนต้นขาขาวๆของทรงพลเหมือนขนมเปียกปูนที่วางจนจานสาวสะอาด

"อุ่ย! ขอโทษนะแก ชั้นเป็นหวัด" พชรยังคงหัวเราะ โดยไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังทำปากเหยเกเหมือนคนจะร้องไห้

"คุณุตารา ณุสาสะกา นักเรียนกราบ..." ตัวแทนนักเรียนยังคงทำหน้าที่ต่อไป

พชรเป็นคนเส้นตื้น 

ความเส้นตื้นของพชร ทำให้เธอต้องสูญเสียเพื่อนไปแล้ว 2 คน 

------------------------------------------------------------------------------------------

ตามประสาชาวเรา การตั้งวงเม้าท์เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ฮอทฮิตติดชาร์ท

"แกชั้นรู้สึกเจ็บหัวนมอ่ะ คือมันกดแล้วเจ็บมาก ต่อให้ไม่ทำอะไรก็เจ็บ"

"อย่างนี้เค้าเรียกว่านมแตกพาน"

"แต่ผู้หญิงเค้าเรียกนมตั้งเต้าใช่มะ ชั้นอยากนมตั้งเต้าอ่ะ ไม่อยากนมแตกพาน เอ๊ะ! หรือว่าชั้นเป็นมะเร็งเต้านม"

"นี่แก ชั้นกินยาคุมมานะ อย่าเพิ่งกวนใจ ยิ่งหงุดหงิดอยู่"

"แก พี่นพเค้าเข็นมอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าชั้นด้วย เค้าต้องชั้นแน่ๆเลย"

"ก็แกดันไปยืนตรงลานจอดรถ จะให้เค้าไม่เข็นผ่านหน้ามึง แล้วไปจอดที่โรงอาหารเหรอยะ"

ฯลฯ

เรื่องเม้าท์ของชาวเรามักจะวนเวียนกับเรื่องแบบนี้ และพชรก็ชอบมานั่งฟัง เพราะมันตลก

ในวันที่วงเม้าท์ดำเนินไปอย่างออกรสออกชาติ ทศพล ตุ๊ดรุ่นพี่ที่เป็นตัวแม่วงเม้าท์ เล่าเรื่องตลกให้ฟัง

"ชั้นไปได้ยินเรื่องตลกมาเรื่องหนึ่ง มีสาวโรงงานคนนึงเว้ย จะไปทำเรื่องขอวีซ่าไปทำงานต่างประเทศหรือไงนี่แหละ พนักงานมันก็ดูชื่อใช่ป่ะ แล้วมันก็หัวเราะ เพราะนางชื่อ ฉันทนา ฟักมี"

พชรหัวเราะขึ้นมา จนเพื่อนๆต้องปรามเพราะมันยังไม่ถึงช่วงพีค

"แล้วทีนี้เว้ย พนักงานมันก็บอกว่านามสกุลนี้มันไม่เพราะ ฝรั่งอ่านแล้วมันไม่ดี เดี๋ยวมันจะเปลี่ยนเป็นนามสกุลที่เพราะกว่านี้ให้ แล้วอีก 10 วันค่อยมาทำเรื่องใหม่"

ทุกคนนั่งฟังอย่างใจจดจ่อ พมีพชรคนเดียวที่ต้องทนกับการกัดฟันไม่ให้หัวเราะออกมา

"10 วันต่อมา ฉันทนาก็กลับมาอีกครั้ง พนักงานก็ยื่นเอกสารที่เปลี่ยนนามสกุลใหม่ให้เธอ และเธอก็ได้นามสกุลใหม่ว่า 'ฉันทนา ฟักมีพลีส' "

เพื่อนๆในวงหัวเราะกันพอเป็นพิธี มีเพียงพชรเท่านั้นที่หัวเราะแบบไม่บันยะบันยัง เธอรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ตลกเหลือเกิน ทนเก็บกลั้นความรู้สึกนี้ไว้ไม่อยู่ ท้องเธอแข็งไปหมด น้ำตาไหลแบบควบคุมไม่ได้ จู่ๆเธอก็โพล่งออกมาว่า "ชั้นไม่ไหวแล้ว!"

สั้นเสียง เธอลุกขึ้นวิ่งออกไปตรงสวนหย่อมเล็กๆของโรงเรียน ที่ตรงนั้นมีกรงนก ซึ่งประกอบไปด้วยนกแก้ว นกขุนทองและนกยูง อาศัยอยู่ในกรงเดียวกัน

พชรวิ่งไป เอามือจิกตรงซี่กรง เธอเขย่ากรงด้วยความรุนแรง พร้อมระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

"แอร๊ยยยยยย กร๊ากกกกก ฮ่า ฮ่า ฮ่า แอร๊ยยยย" เสียงหัวเราะของเธอและมือที่เขย่ากรงทำเอานกทุกตัวแตกตื่น วิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น และเมื่อเธอคุมสติได้ เธอก็ได้พบว่า นกแก้วโนรีในกรง 2 ตัว นอนแน่นิ่งอย่างสงบ...

พชรเป็นคนเส้นตื้น 

ความเส้นตื้นของพชร ทำให้เธอต้องสูญเสียเพื่อนไปแล้ว 2 คน กับนกอีก 2 ตัว... 

2008/May/21

แม่ของเขาตังชื่อของเขาว่าทฤษฎี เพราะอยากให้เขาเป็นคนเก่ง

ตั้งแต่จำความได้แม่ของเขามักจะให้เขานั่งหน้าจอโทรทัศน์ใกล้ๆ ให้รังสีเขียวแดงน้ำเงินมันฉายเข้าตา

นานวันเข้า ทฤษฎี สายตาสั้น แม่รีบพาไปวัดสายตาประกอบแว่นทันที

"แม่อยากให้ลูกใส่แว่นมานานแล้วล่ะ จะได้ดูเป็นเด็กคงแก่เรียนเหมือนชื่อทฤษฎีไงลูก" แม่พูดกับเขาพร้อมลูบหลังเขา แสงอาทิตย์สีเหลืองนวลฉายส่องมาที่ตัวเขากับแม่ ภาพอันเลือนรางที่เขายังพอจำได้คือ แม่น้ำตาคลอเบ้ากับการที่เขาใส่แว่น รอยยิ้มพริ้มเพราเต็มใบหน้า แต่สำหรับเขา แสงอาทิตย์ทำให้เขาร้อนไปทั้งแผ่นหลัง ยิ่งแม่เอามือมาลูบอีก มันทำให้เขาอยากจะอาเจียน

----------------------------------------------

นั่นคือทฤษฎีเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบันเขาอายุ 21 ปี ทฤษฎียังคงใส่แว่นเหมือนเดิมตามอย่างผู้คงแก่เรียน แต่เขากลับเรียนในคณะนิเทศศิลป์ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง

รุ่นพี่เคยถามเขาว่า ทำไมเขาถึงชื่อทฤษฎี เขาตอบว่า "แม่ของผมอยากให้เป็นเด็กคงแก่เรียนครับ"

"แต่คณะนี้มันเน้นปฏิบัตินะเว้ย มึงเป็นแต่ทฤษฎีอย่างเดียว ไม่ปฏิบัติ มันก็แป้กดิวะ" รุ่นพี่หัวเราะใส่เขาเหมือนกำลังดูการแสดงผักบุ้งโชว์

4 ปีให้หลัง ทฤษฎีเรียนจบด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ส่วนรุ่นพี่คนนั้นก็ยังคงแก่เรียนต่อไป ไม่หยุดยั้ง

-------------------------------------------------

ตอนนี้ ทฤษฎี ทำงานป็นหัวหน้าฝ่ายอาร์ตของนิตยสารการ์ตูนชื่อดัง เขาขยับแว่นหงึกหงักๆ รู้สึกรำคาญกับมันเหลือเกิน พลันก็คิดถึงตอนที่เขาไปซื้อคอนแทคเลนส์มาใส่ครั้งแรก

"มันใส่ยังไงเหรอครับพี่" ทฤษฎีถามพนักงาน

"น้องใช้นิ้วโป้งของมือข้างซ้ายเปิดเปลือกตาล่างของตาข้างขวาแล้วเอานิ้วชี้ของมือข้างขวา เอ๊ย! ไม่ใช่ค่ะ เอานิ้วชี้ของมือข้างซ้ายเปิดเปลือกตาบน จากนั้นน้องก็เอาคอนแทคเลนส์ หงายในด้านที่มันน่าจะเป็นทรงถ้วยนะคะวางไว้บนนิ้วชี้ จากนั้นก็ค่อยๆเอานิ้วชี้ของมือข้างขวาใข้ไปในตา ทีแรกอาจจะรู้สึกแปลก เสียวๆ ตื่นเต้นๆ นิดนึงนะคะ แต่เราต้องเอาชนะใจเราให้ได้ และสุ้กับสิ่งแปลกปลอมที่เขามาในตาเรา พอใส่เข้าไปได้แล้วก็กะพริบตาปริบๆพอให้น้ำยามันซึมไหลออกมา แค่นี้ก้เสร็จสิ้นกระบวนการค่ะ" พนักงานสาวพูดอย่างคล่องแคล่ว

"พี่พูดอีกรอบได้ไหมครับ" เป็นประโยคเดียวทีทฤษฎีพูดออกมาตอนนั้น

----------------------------------------------------

เขายังคงขยับแว่นตาหงึกหงักๆ สายตาจับจ้องที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำเอาเข้าล้าม่านตาไปจนถึงเซลล์รูปแท่งและรูปกรวย เขากระพริบตาถี่ๆ สายตาเริ่มเลือนรางเหมือนโดนควันธูปทีลอยโขมงเข้าตาในวันที่เขาไปเวียนเทียนวันวิสาขบูชาที่วัดหัวลำโพง  

ทฤษฎีรู้สึกหิว เขาจึงลุกขึ้นพาร่างอ้วนแบบเจ้าเนื้อ ไปยังตู้เย็นหน้าห้องสำนักงานใหญ่

ตู้เย็นใบนี้ บรรจุทุกสิ่งทุกอย่างที่พนักงานทุกคนอยากจะเอามาแช่ไว้ มีตั้งแต่ ไข่ไก่ ไปจนถึงครีมทาส้นเท้าแตก

ทฤษฎีเปิดตู้เย็น เขาหวังว่าจะมีของกินน่าทานให้กินพอประทังชีวิตได้บ้าง พลันสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นวัตถุสีน้ำตาลเป็นก้อนวางอยู่ ด้วยความที่ยังแสบตาไม่หาย เขาหยิบมันขึ้นมาดู มันคือช็อกโกแลตนั่นเอง

ไม่รอช้า ทฤษฎี เอาช็อกโกแลต เขาปาก พร้อมเคี้ยว จั๊บๆๆๆ

ทันใดนั้น รสชาติอันแปลกแปร่ง ทั้งคาว เค็ม หวาน ฝาด พุ่งปรี่ขึ้นสมอง มันเป็นรสชาติที่เขาไม่คุ้นเคยมาก่อน เขาพะอืดพะอม อยากจะคายทิ้ง แต่ก็ทนเคี้ยวต่อไป

"บางทีมันอาจจะเป็นช็อกโกแลตฝรั่งเศสราคาแพงก็เป็นได้ รสชาติเลยไม่คุ้นลิ้น" เขาคิดในใจ พร้อมเคี้ยวต่อไปอย่างมีความสุขที่ครั้งหนึ่งในชีวิตจะได้กินของดีๆกับเขาบ้าง แต่ช็อกโกแลตแท่งใหญ่มาก เขาจึงวางที่เหลือเอาไว้ ณ จุดเดิม

เขาปิดตู้เย็น สายตาหายมัวแล้ว เขานึกขอบคุณช็อกโกแลตแท่งนั้นที่ทำให้เขามีแรงทำงานต่อ และคิดไปถึงแผนการแกล้งทำเป็นเนียนไม่รู้เรื่อง เมื่อเจ้าของมาถามหาช็อกโกแลตที่หายไปในวันรุ่งขึ้น

---------------------------------------------------------------------------   

เช้าวันรุ่งขึ้น ทฤษฎีทำงานตามปกติ วาสนา หัวหน้าฝ่ายเช็คสินค้า เดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉยพร้อมแท่งช็อกโกแลตที่เขากินไปเมื่อวาน  ทฤษฎียังนิ่งเฉย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน

เขาชำเลืองมองวาสนา ไม่มีทีท่าว่าเธอจะมาดุด่าเขาแต่อย่างใด วาสนาเดินตรงไปที่ตู้ปลามังกรที่เธอเลี้ยงไว้ในห้องของเขา พร้อมบิช็อกโกแลตแท่งนั้นลงไปให้ปลากิน

ทฤษฎีสงสัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงถามวาสนาด้วยความสงสัยว่า "พี่จะเอาช็อกโกแลตให้มันกินทำไม ปลามังกรมันกินแมลงสาบไม่ใช่เหรอ"

วาสนาหันมามองหน้าทฤษฎีด้วยความงง พร้อมพูดว่า "นี่มันช็อกโกแลตที่ไหนกัน มันเป็นหนอนปลา หนอนปลาอัดแท่งที่ให้ปลากินน่ะ แกไปตัดแว่นใหม่ได้แล้วม้าง" วาสนาส่ายหัวมองทฤษฎีด้วยความเอ็นดูก่อนที่จะเอาช็อกโกแลตให้ปลามังกรที่ทำปากพะงาบๆรอกินอยู่ 

เขาขยับแว่นหงึกหงัก ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาในหัวสมองของทฤษฎีทันที เขายังจดจำของไอติมซ็อกโกแลตที่เขาเคยกินเป็นครั้งแรกได้ ยังจดจำรสชาติของปลากระพงแช่บ๊วยที่เขาเคยกินกับพ่อได้ ยังจำรสชาติของถ่านที่ครูฝึกให้อมเป็นการทำโทษสมัยเรียนรด.ได้ดี และสุดท้ายรสชาติที่เขาจะจดจำไปชั่วชีวิต...

คือรสชาติของช็อกโกแลตฝรั่งเศสที่เขากินไปเมื่อวานนั่นเอง...