2009/Nov/01

*** งานเขียนชิ้นนี้ เปิดเผยเรื่องราวของหนังเกือบหมดเปลือก

 

เพียงตาไม่ใช่หนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่จะไปดูหนังเรื่อง เฉือน เป็นแน่แท้

หนึ่ง เธอไม่ได้มีจิตพิสมัยนักดนตรีหนุ่มที่อดีตเคยมีผมฟูฟ่องเป็นเอกลักษณ์ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการกล้อนผมสุดที่รักเพื่อการมารับบทบาทเป็นนักโทษในหนังเรื่องนี้ และการตัดสินใจกระทำการกับผมของตัวเอง กลับทำให้เขา ได้รับความนิยมจากปวงประชาชาวไทยที่ชื่นชอบความสะอาดสะอ้านของรูปกายภายนอกอีกเป็นกอง

สอง เธอไม่ได้เห็นว่าการกลับมารับบทบาทเป็นตำรวจในหนังใหญ่อย่าง ฉัตรชัย เปล่งพานิช ที่ลงทุนเปลี่ยนสีผมของตัวเอง รวมไปถึงเพิ่มบุคลิกอันกักขฬะโหดห่ามในหนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่น่าตืื่นเต้นอะไร

สาม เธอไม่รู้จักก้องเกียรติ โขมศิริ ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ และยิ่งแทบส่ายหัวงึกงัก เมื่อเพื่อนของเธอบอกผลงานการกำกับของเขาที่ผ่านมาอย่าง ลองของ 

สี่ หน้าหนังที่ถูกนำเสนอของหนังเรื่องนี้ก็เป็นแค่เรื่องการตามล่าหาฆาตกรทั่วไป หาได้มีความแปลกใหม่อะไรไม่

และอื่นๆ อีกมากมาย เหมือนอย่างเพลงของเฉลียง ที่เพียงตาไม่คิดจะดูหนังเรื่องนี้

แต่เธอทนเสียงรบเร้าของ ชัญญา เพื่อนสาวที่เรียนปริญญาโท ที่กำลังร้อนวิชา และมองสังคมทุกอย่างในเชิงวิพากษ์ไปหมด

"ตาจ๋า ตาจ๋า ไปดูเหอะ เห็นเค้าว่ามันดีนักดีหนา นักวิจารณ์ชมกันให้เสียงขรม ห้องเฉลิมไทยชมกันให้รึ่ม ว่าเป็นหนังที่น่าดู ไปดูเหอะ" ชัญญาทำน้ำเสียงออดอ้อนตามประสาหญิงไทยใจงามงด แต่เสียงรบเร้านี้ไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะเพียงตายังคงอิดออด

"งั้นเดี๋ยวชั้นออกให้ครึ่งนึง" ชัญญายื่นข้อเสนอ

เพียงตาจึงเข้าไปดู เฉือน กับ ชัญญาอย่างเสียมิได้

---------------------------------------------------------------------------------------

ในโรงหนัง โรงเล็ก คนน้อย เหมือนเมฆที่มีความกดอากาศเป็นหย่อมๆ เหมือนหลุมอากาศบนท้องฟ้า เพียงตานั่งจมจ่อมกับเก้าอี้สีแดงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างของโรงหนัง ภาพแรกที่เห็นคือกระเป๋าเดินทางสีแดงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่ลอยเท้งเต้งอยู่ในทะเล จากนั้น ภาพก็เล่าย้อนอดีตที่มาของกระเป๋าใบนี้ ว่ามันถูกพนักงานโรงแรมลากไปตามทางขึ้นของโรงแรมให้กับฝรั่งหน้าตาไม่ไหวจะเคลียร์คนหนึ่ง ภาพตัดมาที่เด็กผู้ชายวัยยังไม่กำดัดที่คาดว่าจะส่งตรงมาจากสุราษฏร์ธานี นั่งอยู่ข้างฝรั่ง เอาและๆ อีฝรั่งนี่ซื้อมา ตุ๊ยตุ่ย เพียงตาคิดในใจ ก่อนที่จะมีคนในเสื้่อกันฝันสีแดงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเดินเข้ามาด้วยทีท่าสง่าผ่าเผย เข้ามาในห้องนอนโรงแรม และจัดการ แทง แืทง แทง แทง แบบแจกกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ นี่คือจุดเริ่มต้นของการฆาตกรรมต่อเนื่องที่ทำให้ ป๋า (ลุงฉัตรชัย) หัวหน้าตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้ต้องปวดเศียรเวียนเกล้า เพราะศพฝรั่งนี้ถูกยัดในกระเป๋าแดงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่ถูกทิ้งไว้กลางทะเล และที่สำคัญ...

ฆาตกรทำเก๋ด้วยการ "เฉือน" เจ้าโลกยัดใส่ในกระเป๋าแดงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างด้วย

เพียงตา กับ ชัญญา หันมามองหน้ากัน ทั้งสองยิ้มให้กัน อันเป็นที่รู้กันแล้วว่า ทำไมหนังต้องใช้ชื่อนี้

---------------------------------------------------------------------------------------

คดีเฉือนของฆาตกรในเสื้อกันฝนสีแดงเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ยังคงหามืิอใครดมไม่ได้ ฆาตกรก็แผลงฤทธิ์ท้าทายอำนาจสูงมากขึ้น เมื่อเขา/เธอ/มัน ได้ลงมือฆ่าและ "เฉือน" ลูกชายรัฐมนตรีเลยทีเดียว ถึงกับทำให้ผู้เป็นพ่ออยู่ไม่สุข และสั่งการให้ป๋าต้องจับตัวคนร้ายมาให้ได้ภายใน 15 วัน แต่บังเอิญเหลือเกิน ที่เงื่อนงำอันพอจะเป็นความหวังให้ป๋านั้น อยู่กับ ไท (พี่เป้) ที่อยู่ในเรือนจำ อันเนื่องมาจากเทปการสัมภาษณ์ของนักจิตวิทยาี่ที่เข้าไปสัมภาษณ์นักโทษ และนักโทษไทก็พูดถึงเรื่องราวในอดีตของเพื่อนเก่าที่ชื่อนัท ซึ่งละม้ายคล้ายกับฆาตกรชุดแดงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างมากเหลือเกิน จนทำให้ป๋าตัดสินใจดึงไทออกมาจากเรือนจำ เพื่อช่วยตามล่าหาเบาะแสฆาตกรรายนี้ โดยมีข้อแม้ว่า เขาจะต้องติดต่อกับป๋าคนเดียวเท่านั้น และให้ น้อย หญิงสาวที่เขารักปักอกดวงใจเป็นตัวประกัน เมื่อภารกิจตามล่านี้สำเร็จ เขากับน้อยก็จะได้แต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข

----------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องราวฆาตกรรมรำลึกเริ่มต้นขึ้น เมื่อไท กลับไปยังบ้านเกิดอีกครั้ง ดูเหมือนความเจริญจะเข้ามาสู่ชนบททุกหย่อมหญ้า เรื่องราวย้อนอดีตสมัยที่เขายังเป็นเด็ก และได้รู้จักกับ นัท เพื่อนที่ไม่ค่อยมีใครคบ ไม่ใช่เพราะเขาเป็นชันนะตุ แต่เป็นเพราะเพื่อนคนนี้อาจจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน แต่นัทอยากเป็นเพื่อนกับไท นัทอยากเล่นว่าวกับไท ไทก็ยอมให้นัทมาเล่นว่าวของไทด้วย ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกัน แต่ไทเองก็ได้รับความกดดันจากอิทธิพลกลุ่มเื่มื่อเขาถูกกีดกันไม่ให้เข้าแก๊งค์ เพราะคบกับตุ๊ดนัท มีทางเดียวซึ่งเขาจะได้รับการเข้ากลุ่มก็ต่อเมื่อเขาต่อยตุ๊ดนัท ไททำตามข้อเสนอ ไททำ ไทต่อย ไทเจริญ

แต่ความเจ็บปวดที่ไทกระทำกับนัทนั้น ก็ไม่ได้ทำให้นัทเกลียดไทเลย เขาก็ยังคอยช่วยเหลือ อยู่เคียงข้างไทเสมอมา ส่วนไทเองก็ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตนัท ที่ช่างรันทด หดหู่ เหลือเกิน จากการที่นัทต้องเป็นที่ระบายความโกรธเกรี้ยวของผู้เป็นพ่อ รองมือรองตีน จนถึงกับชักเป็นลมบ้าหมู ตบท้ายด้วยการที่พ่อยัดรองเท้าแตะใส่ปากอีก เพียงตาต้องรีบปิดปากที่อ้าหวออยู่ทันทีเพราะกลัวจะมีใครเอารองเท้ามายัดปากเธอ

--------------------------------------------------------------------------------------

ความโชคร้ายอันเหลือทนของชีวิตนัทไม่ได้มีแค่นี้ หน้าตาจิ้มลิ้ม และ รูปร่างอันแบบบาง ทำให้เขาเป็นที่โดนรังแกจากเพื่อนๆ ถึงขั้นหนึ่งในแก๊งค์ที่ไทสังกัด เคยเอาเรือของเล่นยัดตูดนัทร้ายไปว่านั้น ครูจอมเหี้ยมในโรงเรียยังบังคับให้นัทอมนกเขา และที่ร้ายไปกว่านั้น นัทถูกพ่อเอาตูด!!! 

และเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้ไทกับนัทต้องหลีกลี้หนีพ้นไปตายเอาดาบหน้าที่พัทยา...

เหตุการณ์ในพัทยาก็ช่างอดสู นัทตั้งใจมาตามหาแม่ที่พัทยา ทั้งสองกลายเป็นเด็กเร่ร่อน จนเมื่อทั้งคู่เป็นที่เตะตาโดนใจของฝรั่งแก่ตัณหากลับ และหวังจะกินเด็กน้อยสองคนนี้ ทำให้พนักงานโรงแรมพยายามที่จะนำเด็กสองคนนี้ไปถวาย ความกดดันเกินที่เด็กสองคนนี้จะรับไหว กล่ยเป็นชนวนสำคัญที่ไทกับนัทต้องทะเลาะกัน และท้ายสุด นัทถูกโปะยาสลบและโดนจับยัดในกระเป๋าเดินทางสีแดง จากนั้น ไทกับนัทก็ไม่ได้พบกันอีกเลย...

เพียงตาปะติดปะต่อเรื่องราวได้อย่างสนุกสนาน แท้จริงแล้วฆาตกรก็คือนัท และสมควรแล้วที่นัทต้องฆ่าและเฉือนเจ้าโลกของผู้ชายเลวๆ เหล่านี้ นำไปสู่การคาดเดาในตอนท้ายว่า เดี๋ยวไทก็คงเจอนัท และต้องตัดสินใจกันต่ิอไปว่าไทจะจัดการยังไงกับนัท จบ

แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ เมื่อสืบคดีความลึกลงไปเรื่อยๆ สิ่งที่่ชวนให้ช็อคซีเนราม่า นั่นก็คือ นัท เปลี่ยนชื่อเป็นแนท และทำงานเป็นนางโชว์ที่พัทยา ก่อนที่เธอจะไปทำศัลยกรรม เปลี่ยนโฉมหน้าของตัวเองเป็น น้อย แฟนของไท นั่นเอง!!!

"เย้ดดด" เพียงตาอุทานเบาๆ 

สิ่งที่น่าตื่นเต้นมากคือ ตอนที่ไทรู้ความจริง พวกตำรวจฝั่งป๋าก็ตามมาเก็บไท ส่วนน้อย ที่กำลังได้รัยความคุ้มกันจากป๋า ก็โดนป๋าหื่นข่มขืนกันแต่ ขอโทษ กะเทยไทยใจกล้าขอทำตัวเป็น อูม่า เธอร์แมน ใน Kill Bill ยิงปากป๋าเหวอะ และตามฆ่าทุกคนอย่างดุเดือด จนถึงฉากไคลแ็ม็กซ์ ที่น้อยจัดการ "เฉือน" พวงนรกของป๋าได้สำเร็จเสร็จสิ้น แล้วเรื่องก็ดำเนินต่อสู่ฉากคลี่คลายที่ทั้งเพียงตาและชัญญาเองก็ไม่อยากนำมาเล่าต่อ เพราะเดี๋ยวจะหาว่าสปอยล์

------------------------------------------------------------------------- 

หลังเดินออกจากโรง ชัญญาคันปากยุบยิบ บอกกับเพียงตาว่า

"หนังก็ไม่ได้ถึงกับแบบ โอ้โห! หรอกนะ แต่ชั้นชอบจังเลย เพราะมันมีประเด็นแตกแยกย่อยให้นักวิจารณืหรือคนดูปัญญาชนทั้งหลายได้นำมาคิด วิเคราะห์ วิพากษ์ กันอย่างสนุกแหละแม่คุณเอ๋ย คือ คนเขียนบทเค้าคิดมาอย่างดีเลยนะ แบบว่า แทนที่คนดูจะรับรู้ว่านัทเป็นฆาตกรเพียงอย่างเดียว แต่หนังเพิ่มประเด็นเรื่องของร่างกายและอัตลักษณ์เข้าไปด้วยน่ะ แกคิดดูสิชั้นรู้สึกว่า แม่ง คนเราสามาาถเปลี่ยนแปลงเรือนร่างของตัวเอง เปลี่ยนตัวตนของตัวเอง ทั้งชื่อ นามสกุล สร้างตัวตนอื่นๆขึ้นมาใหม่ ทำการปรับเปลี่ยน ต่อเติม ตัดนั่นตัดนี่ เพียงเพื่อสร้างตัวตนให้อยู่ในความทรงจำของอีกคนน่ะ คือนัทนี่มันกลัวการถูกลืมใช่ป่ะ สิ่งที่นัททำนี่ก็เพียงเพราะทำให้ไทมันไม่ลืมนัทแค่นั้นเอง เพราะชั้นว่าตอนที่ไทรักน้อยน่ะ เพราะ ไทรักน้อยที่เป็นน้อย เป็นร่างกายของน้อย ดังนั้นอัตลักษณ์ภายในของนัทก็เลยมลายหายไปในความทรงจำของไทไปเลย มันก็เลยตัดสินใจเป็นฆาตกรต่อเนื่องและทิ้งร่องรอยความทรงจำสมัยวัยเด็ก เพื่อที่จะทำให้ไท ระลึกถึงนัทให้ได้ เก๋ไหมล่ะ ชั้นก็เลยคิดขึ้นมาว่า พี่เป้ที่ไปตัดผมเผ้ามาเล่นหนังเรื่องนี้ หรือ การที่พี่นกเค้าไปย้อมผมสีขาวมา สิ่งเหล่านี้มันคือการเปลี่ยนแปลงเรือนร่างและอัตลักษณ์ของตัวเองทั้งนั้นเลย ดังนั้นเรื่องร่างกายนี่ มีคนนำมาพูดถึงและศึกษากันมากขึ้นในแวดวงวิชาการปัจจุบันนะ เพราะมันเป็นได้ทั้งสนามแห่งการต่อรองทางวาทกรรม อำนาจ เป็นเครื่องมือที่แสดงอัตลักษณ์ตัวตนภา่ยในที่เราอยากให้คนอื่นเห็น อะไรเทือกนี้น่ะ" 


"สิ่งที่ชั้่นชอบประการต่อมาคือ หนังพูดถึงเรื่องวิถีชีวิตความเจริญที่เข้าไปรุกล้ำวิถีชีวิตของชนบททุกทีๆ พี่เชอร์รี่ซึ่งเคยขายน้ำแข็งไสต้นแบบที่ให้เด็กๆเก็บไปชักว่าว กลายเป็นโสเภณี และชนบทที่ไทกลับในปัจจุบันไปถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นสถานเริงรมย์ต่างๆ เพื่อสร้างเม็ดเงินให้กับชนบท แม้กระทั่งโฆษณาวังน้ำเขียว ที่คนเมืองสร้างมายาคติว่านี่คือชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจริงๆแล้วนี่ความจริงของวังน้ำเขียวมันก็คือภาพของทุ่งหญ้าป่าเขาและกระต๊อบหลังเล็กๆที่ยายหวีอยู่นั่นแหละ ชั้นว่าคนเขียนบทใส่เรื่องความเป็นเมืองที่เข้ากัดกินวิถีชีวิตของคนชนบทได้อย่างแสบสันต์เหมือนกันนะ"

"อ้อ! อีกอย่างหนังมันพูดถึงเรื่องอำนาจเรื่องความเป็นพ่อ รวมไปถึงการใช้ความรุนแรงต่างๆ ถ้าเปรียบให้ชัดนี้ ชั้นว่า ความเป็นพ่ออาจหมายถึงเรื่องอำนาจรัฐที่กระทำต่อประชาชน ดังนั้นถ้าใครปกครองคนได้ไม่ดี หรือใช้ความรุนแรงจัดการกับลูกหรือเปรียบได้กับประชาชนใต้การปกครอง พวกเขาก็อาจจะเกิดแรงของการต่อต้านขึ้นมาได้นะ และเมื่อมีกใช้อำนาจและความรุนแรงมากเท่าไหร่ แรงปะทะที่ต่อต้านความรุนแรงมันจะมีมากเท่านั้น สิ่งที่นัทมันทำทำด้วยวิีธีการเฉือนเจ้าโลกน่ะ มันคือการทท้าทายอำนาจแบบถอนรากถอนโคนเลยนะ หากมองในเชิงเฟมินิสต์แล้วนี่ ไอ้เจ้าโลกนี่แหละที่แม่ง โคตรเป็นตัวปัญหาของทุกสรรพสิ่งเลยว่ะ มันเป็นสิ่งให้กำเนิด มันเป็นที่ใช้ระบายความใคร่ มันเป็นศูนย์รวมของ "พ่อ" เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง อยากยุติอำนาจก็แค่เฉือนมันเท่านั้นแหละ สิ้นฤทธิ์กันไป"

"เออ ตาจ๋า ยังมีอีกเรื่องนะ....

เพียงตามองหน้าเพื่อนสาวที่กำลังพ่นฟองฟอดอย่างสนุกปาก เธอไม่รู้ว่าชัญญากำลังพูดอะไร ศัีพท์แสงบางคำช่างยอกย้อยและไม่ค่ิอยมีมนุษย์ปุถุชนพูดกัน แต่เธอก็ฟังเพื่อนสาวพูดอย่างเต็มใจ สิ่งที่เธอรู้อย่างเดียวคือ หนังเรื่องเฉือน เป็นหนังที่เธออยากให้คนอื่นๆ ได้ดู เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นหนังที่สนุกพอที่จะดูได้จนจบ ยังแถมท้ายด้วยการได้ฟังเพื่อนสาวของเธอชื่นชมหนังและพูดในสิ่งที่เธอไม่รู้เรื่อง

แต่สักวัน เพียงตาจะรู้เรื่องที่ชัญญาเล่า...สักวันหนึ่ง 

2009/Oct/30

ถึงเวลาที่ต้องเคาะสนิมความขี้เกียจของตัวเอง และเริ่มต้นฝึกการเขียนอีกครั้ง...

ช่วงนี้ชีวิตดูค่อนข้างราบเรียบเหมือนทะเลที่มีคลื่นสงบ ไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่เข้ามาในชีวิตมากมายนัก ซึ่งใจเองก็หวังว่าจะมีความหวือหวา ฟู่ฟ่า วิลิศมาหรา เข้ามาบ้่าง แต่อีกใจหนึ่ง ก็กลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะเราไม่รู้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะตามมา มันดีหรือร้าย

อีก 15 นาที ก็จะเป็นเวลาบ่้าย 4 โมง นั่งจมจ่อมอยู่กับเก้่าอี้สำนักงาน สายตามองคอมพิวเตอร์ไม่ลดละ ใจหนึ่งก็อยากจะปิดคอม แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นโรคเสพติดการสื่อสารเสียแล้ว เพราะระหว่างที่ทำงาน ก็มักจะไปกด refresh หน้า facebook ทุกๆ 3 นาที ว่ามีความเคลื่อนไหวใดๆ เพิ่มเ้ติมหรือเปล่า ถ้าอยากเลิกอาการนี้ คงต้องใช้เวลาในการบำบัดนานพอดู

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ข้าพเจ้าไปเที่ยว ปางอุ๋ง ปาย ที่จ. แม่ฮ่องสอนมา การออกเดินทางในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการหลีกหนีกิจวัตรประจำวันอันซ้ำซากของชีวิตเมืองหลวง และออกไปพบเจอกับต้นไม้ สานธาร และภูเขาบ้าง และอีกกิจกรรมหนึ่งที่ข้าพเจ้าเริ่มต้นทำอย่างไม่จริงจังนัก คือการหัดเป็นตากล้องถ่ายภาพดูสักครั้ง 

เมื่อไปถึงปางอุ๋ง ทัศนียภาพงดงาม มีทิวทัศน์ ทิวสน ทิวเขา (แต่ไม่มีทิวลิป) รายล้อม สวยงามไม่หยอก เดินเล่นถ่ายภาพตามอำเภอใจ เป็นช่วงเวลาที่นิ่งและว่างอย่างประหลาด

 

 

 

 

ออกเดินทางไปตามหมู่บ้่านของคนพื้นถิ่น ซึ่งเป็นที่อาศัยของชาวดอย กิจการเปิดโฮมเสตย์ เกสต์เฮ้าส์ ผุดขึ้นมาราวผักตบชวากลางคลอง (พยายามเลี่ยงคำว่าดอกเห็ด เพราะใช้กันเกร่อแล้ว) ความเจริญเข้ามาพร้อมกับวิถีชีวิตของคนเมืองที่สร้างภาพความสวยงามของธรรมชาติไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เพียงแต่คนเมืองส่วนใหญ่พกความสะดวกสบายจากในเมืิองมาด้วย ดังนั้น พวกเขามักไม่ค่อยทำตาหลิ่วกันหรอก แต่จะสอนคนในพื้นถิ่นให้ทำตาหลิ่วตาม แล้วทุกอย่่างจะดีขึ้น ปางอุ๋งกับปาย ในปัจจุบัน จึงกลายสภาพเป็นเมืองในอุดมคติที่เหล่าชนชั้นกลางอันพอมีพอกิน ใฝ่ฝันอยากจะไปสักครั้ง และกลับมาด้วยภาพถ่ายที่ถ่ายคู่กับป้าย หลักกิโล หรืออะไรก็ตามแต่ที่จะยืนยันได้ว่า "ผม/ชั้น/กู/เรา เคยมาเหยี่ยบย่ำที่นี่มาแล้ว" 

 

 

ข้าพเจ้าก็คงไม่อาจผลักตัวเองให้ออกจากกลุ่มคนที่ว่าแต่อย่างใด เราถูกสังคมสอนให้รู้จักระบบวิธีคิดที่แตกต่างไปจากพวกเขา ความคิดเห็นต่างๆ ของข้าพเจ้าจึงล้วนอยู่ในกรอบที่ข้าพเจ้าถูกสั่งสอนมา แต่ถึงอย่างไร สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากการไปทริปตามล่าหานางไม่ในครั้งนี้คือ การได้เปิดมุมมองของตัวเองที่กว้างขึ้น อย่างน้อยที่สุด ข้าพเจ้าก็ได้เห็นว่า บนโลกที่หมุนไปทุกๆวันนั้น ย่อมมีคนอาศัยอยู่ทุกหลืบมุมของโลก อาจจะเป็นบริกรที่เสิร์ฟอาหารให้เราในร้านอาหารจีนยูนาน อาจจะเป็นเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ที่เราเข้าไปพัก อาจจะเป็นเด็กหนุ่มที่ขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านหน้าเราเมื่อตอนขึ้นเขา อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้เรา ทุกคนต่างมีชีวิตและทำหน้าที่ของตัวเอง จริงอย่างที่เขาว่า การเิดินทางย่อมสร้างมิติมุมมองใหม่ให้กับเราเสมอ และจะทำให้เราคิดได้ว่า ท้ายสุดแล้ว เราต่างเป็นแค่จุดเล็กๆ ของสังคมโลกที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโลกไปในแต่ละวัน เราอาจจะคิดฝันที่จะเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบได้ หรือเราอาจจะคิดแค่ใช้ชีวิตให้มีความสุขในแต่ละวัน เพราะอย่างน้อย ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ ชีวิตที่เหลือก็ยังคงดำเนินชีวิตต่อไป นี่คือสัจธรรม นี่คือความจริง

 

ออกเดินทาง เรียนรู้ชีวิต มองโลกอย่างเข้าใจ ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด มีความสุขในทุกๆวัน 

และต้องไม่ลืมว่า เราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต... 

 

2009/Oct/11

วาระสำคัญของการไปจังหวัดกาญจนบุรีในครั้งนี้ของข้าพเจ้า ไม่ใช่เพราะไปเที่ยวเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานหนักทั้งสิ้น

ข้าพเจ้ากับผองเพื่อน ไปเยี่ยมเพื่อนที่ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับปอด ที่โรงพยาบาล 

จากข่าวที่ออกมาหลายกระแสเกี่ยวกับอาการของเพื่อนคนนี้ ทำให้หลายคนเกิดความสับสนและไม่กล้าฟันธงว่า เพื่อนของเราเป็นอย่างไร นอกจากการไปเยี่ยมและพิสูจน์ด้วยสายตาของตัวเอง

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เข้าไปในห้องผู้ป่วยซึ่งเป็นเพื่อนของข้าพเจ้า สิ่งที่ข้าพเจ้าและผองเพื่อนเห็นก็คือ สภาพร่างกายและอาการของเพื่อนที่เกินความคิดที่ข้าพเจ้าคิดเอาไว้ก่อนจะเจอกันเอาไว้มาก

ปอดของเพื่อนข้าพเจ้าทำงานแค่ 10% ของเนื้อที่ทั้งหมด ภาพที่ข้าพเจ้าเห็นคือ หน้าอกของเพื่อนเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าแผ่วเบา เสียงที่ข้าพเจ้าได้ยินคือ เสียงลมหายใจของเพื่อนอย่างเหน็ดเหนื่อย

คนที่นอนอยู่บนเตียง รุ่นราวคราวเดียวกับข้าพเจ้า คนที่มีความฝันต่างๆนานา ร้อยแปด มีพลังของความเป็นหนุ่มที่จะขับเคลื่อนโลก และใช้ชีวิตได้อย่างยาวไกล 

แต่ทำไมถึงต้องมานอนอยู่บนเตียงพยาบาลตรงนี้

ภาพที่พ่อแม่น้ำตารื้นขณะพูดถึงลูกชายของตัวเอง ยังคงติดตาขชข้าพเจ้าอยู่จนถึงตอนนี้

สิ่งเดียวที่จะก้าวข้ามช่วงเวลาอันแสนหนักอึ้งนี้ได้คือ 

ความหวังที่จะเห็นเพื่อนของเรากลับมา่เป็นผู้ชายที่มีเรี่ยวแรงและใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป

ความเชื่อมั่นในตัวเพื่อน ที่จะเอาชนะึใจตัวเองและฝ่าฟันช่วงเวลานี้ได้

ความศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่จะดลบันดาลให้เพื่่อน แคล้วคลาดจากภยันตรายที่ย่างกรายเข้ามา

ขอให้เพื่่อนผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้นะ

แล้วเราจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง 

 

 


หากไม่มีพรุ่งนี้ - แอม เสาวลักษณ์