2010/Jan/05

 

ความเรียงนี้ผมไม่ได้เขียนเองครับ

แต่เป็นเหตุการณ์ที่ผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในความเรียงนี้ เกิดกับเพื่อนของผมเอง

เลยพยายามกระจายข่าว บอกต่อกันไปเรื่อยๆ ให้มากที่สุด

รู้อยู่เต็มอกว่าความเรียงนี้ ไม่สามารถทำให้สถานที่ที่อ้างถึง ขาดทุนย่อยยับจนต้องปิดกิจการแต่อย่างใด

แต่อยากจะขอเป็นแรงกระเพื่อมบนผิวน้ำที่พอจะทำให้เกิดความสั่นสะเทือนบบ้าง

แม้ว่ามันจะแผ่วบางก็ตามที...

ขอต่อต้านการเหยียดอัตลักษณ์และละเมิดสิทธิมนุษยชนครับ...

_______________________________________________________________

 

Chrismas Eve ที่ผ่านมา ฉันแพลนว่าจะไปฉลองกับเพื่อนๆที่ Funky Villa

หากใครที่รู้จักนางสาวอิซาดี ก็ย่อมรู้ว่าการเที่ยวกลางคืนแบบแด๊นซ์ๆ (ที่มิใช่สไตล์เรกเก้) นานทีปีหน เธอผู้นี้จะยอมไปกับเค้าบ้าง
นับว่าในคืนวันที่ 24 ธันวาคมที่เพิ่งผ่านมานี้ ร้าน Funky Villa ได้รับเกียรติอย่างสูงเลยทีเดียว

ฉันไปกับเพื่อนๆทั้งหมด 5 คน ผ่านด่านการ์ดหน้าร้านที่คอยเช็คไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าไปตามปกติ แต่วันนี้กลับแปลกที่เพื่อนกระเทยหนึ่งนางของฉัน กลับโดนเรียกเพื่อยึดบัตรประชาชนไว้ ให้มารับเมื่อเที่ยวเสร็จ ด้วยเหตุผลของการ์ดหน้าร้านที่ว่า

“เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของร้าน เพราะคนประเภทนี้มีแนวโน้มว่าเป็นมิจฉาชีพ!!”

.....

“ก็เพราะพวกกระเทย มักจะมารูดทรัพย์แขกในร้าน ทุกร้านก็เลยต้องทำแบบนี้ ถ้าไม่ให้วางบัตร ก็ไม่ต้องเข้า”

.......

หือออออ???.....

ถึงแม้ดิฉันจะได้คะแนนน้อยในวิชา logic สมัยเรียน แต่ฉันก็รู้ดีกว่า สิ่งที่ทางร้านพูดมานั้น ไร้ตรรกะที่สุด

และมันยังเป็นการดูถูก ลิดรอนสิทธิมนุษยชนและถือว่าเป็นความไร้มารยาทอย่างรุนแรง แถมสะท้อนให้เห็นถึงก้นบึ้งความคิดและวิสัยทัศน์ห่วยๆของผู้บริหารกิจการแห่งนี้ด้วย

โชค ดีที่ฉันได้มีโอกาสคุยกับผู้จัดการร้านกับเจ้าของร้าน (มิขอเอ่ยนาม ณ ที่นี้) นี้ทันทีหลังจากที่เกิดเรื่องขึ้น และมันทำให้ทุกอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไร้วิสัยทัศน์จริงๆ

เพราะผู้จัดการร้านก็มัวแต่ปัดโน่นปัดนี่ บอกว่าเป็นมาตรการของทาง สน. ทองหล่อ ส่วนเจ้าของร้าน ก็ยิ่งแสดงความแย่ในตัวออกมาอีก พร้อมกับขุดเอาลูกไม้ตื้นๆที่พีอาร์มักใช้เพื่อตัดปัญหาเวลาที่แขกโวยวาย โดยบอกกับพวกเราว่า “เรื่องเล็กๆน้อยๆ อะไรลืมได้ก็ลืมไป ไปเที่ยวให้มันสนุกดีกว่า น้องมีโต๊ะหรือยัง เปิดเหล้ารึยัง เดี๋ยวจัดการให้”

ไม้นี้อาจจะใช้ได้เฉพาะบางรายเท่านั้นนะคะ

เหล้าปิดปากไม่สามารถปกปิดอะไรได้หรอกค่ะ เพราะพวกเราได้ลองไปถามร้านนั่งเล่น, muse รวมถึงตำรวจ สน. ทองหล่อดูแล้ว ทุกคนบอกเหมือนกันว่า สน. ทองหล่อไม่เคยออกนโยบายเก็บบัตรประชาชนของสาวประเภทสองเลย และร้านนั่งเล่น กับ muse ก็ไม่เคยทำด้วย

ถือว่าเป็นข้อสรุปขมวดปมเรื่องนี้ได้อย่างดีเยี่ยม และเป็นการปิดฉากการเที่ยวกลางคืนที่ผับห่วยๆ ชื่อ Funky Villa ของพวกฉัน

เป็นประสบการณ์ที่แย่สุดๆ

2009/Dec/26

 

***บทความนี้สปอยด์หนังในระดับ 7 

สมัยตอนเรียนอยู่ ปี 2 ได้้เรียนวิชาภาษาเพื่อการสื่อสารขั้นสูง (Advance Language Communication) ด้วยความสนุกสนานคึกคะนองผสมผสานกับความขี้เกียจอย่างลงตัว จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญหับวิชานี้เท่าไหร่นัก

ถึงตอนนี้ หวนกลับไปคิด ถ้าตั้งใจเรียนวิชานี้คงจะดีกว่านี้เยอะ

และวิชานี้เองที่ืำทำให้ผมรู้จักกับนิยายเรื่อง "สงครามชีวิต" ของศรีบูรพา (หลายคนรู้จักนักประพันธ์คนนี้จากผลงานเรื่อง "ข้างหลังภาพ") 

น่าเสียดาย ตอนนั้นผมไม่ตั้งใจเรียน

สิ่งที่ผมจำได้ตอนนั้นมีเพียงแค่รูปแบบการเขียนจดหมายโต้ตอบระหว่างตัวละคร แต่ขอโทษอีกครั้งครับ ตัวละครตัวเดียวในหนังสือที่ผมจำได้มีแค่ เพลิน คนเดียว

ถ้าจำไม่ผิด มันคือเรื่องราวเกี่ยวกับความรักต่างชนชั้น

จำได้เลือนลางเต็มที.......

_______________________________________________________

 

ตัวละคร แสงจันทร์ ใน October Sonata ได้รู้จัก "สงครามชีวิต" จาก รวี ชายหนุ่มสุดหล่อที่เธอได้เจอกันโดยบังเอิญในคืนงานศพของมิตร ชัยบัญชา

หนุ่มรวี อ่านนิยายเล่มนี้ให้แสงจันทร์ฟัง เธอรู้สึกว่าเ้รื่องราวที่รวีอ่านให้เธอฟังนั้น เป็นเหมือนมนต์สะกดให้เธอตกอยู่ในภวังค์ของเรื่องราว (หรือน้ำเสียงของรวีอาจจะไพเราะจนเธอตกอยู่ในชั่วโมงต้องมนต์) จะว่าไปแล้วแสงจันทร์ก็ไม่ต่างอะไรไปกับ ฮันนา ชมิตท์ ใน The Readerที่แตกต่างคือ จริตกร้านของแสงจันทร์อาจจะไม่ "ร้ายร่าน" เท่ากับฮันนา แม้ว่าทั้งคู่จะชอบให้ใครสักคนอ่านหนังสือให้ฟังก็ตาม

เป็นความรักอันบริสุทธิ์ของแสงจันทร์กับรวี แม้ว่าทั้งสองคนจะได้พบกันเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่การพบกันในครั้งนี้ทำให้ชีวิตของแสงจันทร์เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

ทั้งสองคนสัญญาใจซึ่งกันและกันว่า อีกสองปีข้างหน้า วันที่ 8 ตุลาคม พวกเขาจะกลับมาพบเจอกันที่บังกะโลริมทะเลในโรงแรมแสนมุกอีกครั้ง

นี่คือจุดเริ่มต้นของความรักที่รอคอย

_____________________________________________________________

 

แสงจันทร์ได้แรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่จากนิยายเรื่องสงครามชีวิต เธอปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งสำคัญด้วยการเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นเพลิน ตัวละครหญิงในเรื่อง และเริ่มไปเรียนหนังสือ และที่โรงเรียน เธอได้พบกับ ลิ้ม หนุ่มลูกเจ๊กพูดไทยไม่ชัด ที่หลงรักแสงจันทร์ ดูเหมือนว่าแสงจันทร์จะมีใจให้กับลิ้ม แต่เธอก็ยังไม่ลืมคำมั่นสัญญาที่เธอให้กับชายที่เธอรักอยู่นั่นเอง

จริงๆ แล้ว October Sonata จัดได้ว่าเข้าสูตรหนังรักทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังรักธรรมดา คือการใส่ประเด็นการเมืองร้อยรัดกระหวัดเกี่ยวเข้าไปในเรื่องราวความรักด้วย ทำให้หนังมีมิติที่น่าสนใจ และเชิญชวนให้คนดูได้ขบคิด ตีความในระดับที่ไม่ตื้นเขินจนเกินไปนัก และนี่คือจุดแข็งที่กลายเป็นจุดขายให้ October Sonata กลายเป็นหนังที่แตกต่างจากหนังรักที่กำลังจะลงโรงฉายอย่างดาษดื่นในช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้

 

รวี เป็นชายหนุ่มที่เลือกเดินทางสายอุดมการณ์ เขาหวังจะให้ประเทศชาติมีแต่ความเท่าเทียม ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม และในช่วงเวลานั้นเอง (ยุค 2516- 2519) ถือได้ว่าเป็นประชาธิปไตยเบ่งบาน เกิดการเดินขบวนต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของนิสิตนักศึกษาอย่างหมาศาล และเกิดนักคิด นักสู้ นักปฏิวัติเพื่อประชาธิปไตยมากมาย และยังตามมาด้วยแนวคิดแบบซ้ายหรือที่เรามักจะคุ้นในชื่อของ คอมมิวนิสต์ คำว่าคอมมิวนิสต์ในยุคนั้น เป็นคำที่ถูกนิยามเกี่ยวกระหวัดไปถึงพวกต่อต้านชาติ ขบถสังคม เป็นกลุ่มคนร้ายของประเทศไทย ทำให้รัฐบาลดำเนินการปราบปรามจนเกิดเป็นเหตุการณ์นองเลือด นักศึกษาที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างต้องหนีเข้าป่าเพื่อหลบหนีการตามล่า

รวี เป็นหนึ่งในนั้น คนที่เลือกทำตามอุดมการณ์ของตัวเอง จนเป็นเหตุให้เขาต้องคลาดกันกับแสงจันทร์ทุกคราวปี

October Sonata นำเรื่องการเมืองเข้ามาเป็นเหตุผลรองรับน้ำหนักเมโลดราม่าในหนัง และเป็นสิ่งบันทึกความทรงจำของเหตุการณ์ทางการเมือง อันส่งผลไปสู่เรื่องราวความรักของคนทั้งสอง นี่คือสิ่งที่ผมชื่นชอบในหนังเรื่องนี้ แสงจันทร์เองก็ไม่ต่างอะไรไปจากรวี เธอมีความฝัน เธอมีความหวัง เธอมีแรงบันดาลใจการทำสิ่งที่ตัวเองศรัทธา รวีจึงเปรียบเสมือนแสงอาทิตย์อันเรืองรองให้แสงจันทร์กล้าที่จะต่อสู่กับความอยุติธรรม การเอาชนะหัวใจของตัวเอง และการก้าวข้ามสิ่งต่่างๆ ด้วยความเชื่อและมั่นคงของตัวเอง 

แต่ท้ายที่สุดแล้วความหวัง ความฝันของทั้งสองคนต้องพังทลาย อุดมการณ์อันเืรืองรองของรวีล่มสลาย เขากลับมาอย่างคนพ่ายแพ้ แสงจันทร์ถูกลิ้มข่มขืนในห้องแห่งความรักและความฝันของโรงแรมแสนมุก ท่ามกลางกระดาษงานเขียนที่เธอตั้งใจใ้ห้รวีอ่าน

ความหวังและความฝันของทั้งสองถูกย่ำยีและทำลายลงไม่มีชิ้นดี

_________________________________________________________________

 

ถึงอย่างไร ความเชื่อและมั่นคงในความรักของทั้งคู่ ทำให้รวีตัดสินใจเข้าไปอยู่ในบังกะโลหลังเดิม เพื่อรอคอยให้แสงจันทร์กลับมาหาเขาอีกครั้งในวันที่ 8 ตุลาคม แสงจันทร์ตัดสินในหย่าขาดจากลิ้มและมุ่งมั่นสร้างชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเธอเอง

แต่ท้ายสุดแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย...

ฉากไคลแม็กซ์ของหนังเรื่องนี้ เศร้าสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย เป็นบทสรุปที่สามารถเชื่อมโยงเรื่องกาีรเมืองที่ผู้กำกับคนเขียนบทต้องการจะนำเสนอได้อย่างลงตัว

ถึงที่สุดแล้ว แม้แสงจันทร์กับรวีจะไม่ได้พบเจอกัน 

ไม่ต่างอะไรไปกับดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์ที่ไม่มีวันโคจรมาเจอกันได้

แต่แสงอาทิตย์อย่างรวีได้ส่องแสงอันเรืองรองอาบหัวใจของแสงจันทร์แล้ว

_____________________________________________________________

สมัยที่ทำค่าย เพลงเพื่่อชีวิต เป็นสิิ่งที่สร้างความบันเทิงได้ในวงประชุม

เพลงส่วนใหญ่ที่ร้องกันนั้น จะพูดถึงแสงจันทร์ ดวงตะวัน ดวงดาว อยู่มากมาย

"มีดวงตะวันส่งเป็นแสงสีทอง กระจ่างครรลองให้ใฝ่ปองและสร้างสรรค์"

"เดือนเพ็ญ แสนเย็น เห็นอร่าม"

"จงเป็นดั่งดวงดาวที่พราวสว่าง นำหนทางเพื่อมวลชน"

ฯลฯ

เ้พลงเพื่อชีวิต เพลงอันสร้างความหวังในแบบฉบับของคนที่มีอุดมการณ์และต่อสู้ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เพลงในยุคนั้นจึงมีความไพเราะในเนื้อร้องและทำนอง หรือปลุกใจให้คนสมัยนั้นหันมาเสียสละเพื่อส่วนรวมบ้าง

ไม่น่าแปลกใจอีกเช่นกันที่เพลงเหล่านี้ จะมีคำว่า "เพื่อมวลชน" ในเนิ้อร้องมากมาย

__________________________________________________

ผมเห็นด้วยกับความคิดเห็นของพี่สมเกียรติในบทวิจารณ์หนังเรื่อง October Sonata (หาอ่านได้ใน starpics ฉบับ 765) ในประเด็นที่ว่า ยุคสมัยนี้ เป็นยุคที่คนเรามักจะหมกมุ่นกับเรื่องของตัวเองมากเกินไป ส่งผลมายังสื่อต่างๆ ทั้งภาพยนตร์ที่เน้นการทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยไม่แคร์ว่าจะสร้างความเดือดร้อนอะไรให้ผู้อื่น หรือ หนังสือที่เน้นฮาว-ทู ทำอย่างไรให้รวย, สวย, หล่อ, หุ่นดี, มีความสุข, สนุกกับแฟน  ฯลฯ ซึ่งเรื่องต่างๆเหล่านี้ล้วนยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง หรือนวนิยายที่เน้นไปในเรื่องรักโรแมนติก สืบสะเด็ดเจ็ดย่านน้ำ ทำให้พื้นที่ของสื่อ "เพื่อมวลชน", "เพื่อส่วนรวม" แทบจะต้องมุดเข้าไปในหลืบของชั้นวางหนังสืิอ เป็นไปได้ว่าด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกล โยงใยทั่วโลก ผู้คนมีความอยากเป็น somebody เสพติดการเป็นจุดสนใจ รวมไปถึงพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นบนโลกไซเบอร์ เปิดโอกาสให้ผู้คนได้แสดงความเห็นประเภท ทำอะไรอยู่ กับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ใครเห็น นั่นก็เท่ากับว่าหมกมุ่นกับตัวเองอยู่ทึกขณะจิต จนลืมที่จะมององค์รวมของสังคม มองความเป็นไปต่างๆ หรือการหวนกับไปตระหนักถึงตำแหน่งแห่งที่ของตนเอง และคิดว่าเราจะทำอะไรเพื่อคนอื่น หรือสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้บ้าง

แม้ว่า October Sonata จะไม่ใช่หนังแนว 14 ตุลา สงครามประชาชน ที่นำเสนอเรื่องราวเหตุการณ์ทางการเมืองแบบตรงไปตรงมา หากการเมืองในหนังเรื่องนี้ถูกแทรกสอดเอาไว้ในเรื่องราวความรัก ซึ่งทำให้เกิดการตีความชั้นที่สองและกระตุ้นต่อมคิดให้กับคนดูหนังได้ และกลายเป็นหนังรักไทยที่มีประเด็นการเมืองให้ชวนคิดมากกว่าการเป็นแค่เรื่องบังเอิญแบบความจำสั้นว่าเป็นรูมเมทตอนอยู่ม.3 เอ๊ะ! หรือปี 4 ของวันที่ 32 ธันวา หรือฝันโคตรๆ ดี

เพื่อนของผมบอกว่าหากเปรียบหนังรักเป็นขนม...

October Sonata จะเป็นขนมชาววังที่ดูประดิดประดอยไปบ้าง แต่ก็เห็นความตั้งใจและประณีตของคนทำ

แต่สำหรับหนังรักเรื่องอื่นๆ นี่คงเป็น ขนมขบเคี้ยวที่อร่อย แต่ให้คุณค่าทางสารอาหารน้อย

ว่ากันไปได้เรื่อยๆ ครับ นานาจิตตัง...

2009/Dec/17

ความน่าตื่นเต้นอย่างหนึ่งของกระผมคือการได้เข้าไปดูสถิติคนที่เข้ามาอ่านบล็อกของผมเอง

ทั้งๆที่ผมไม่ได้อัพบล็อกมาเดือนกว่าแล้ว มีคนเข้ามาอ่านบล็อกของผมอยู่จริงๆ แม้ว่าจะไม่ได้ทำสถิติพุ่งปรี๊ดปร๊าดเหมือนนักกีฬาที่พยายามจะเอาชนะสถิติของตัวเอง (เก๋หน่อยก็คงอยากจะเอาชนะสถิติโลก) แต่มันก็รัง แต่จะสร้างความปลื้มอกปลื้มใจให้กับผมอย่างบอกไม่ถูกครับ

ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะเป็นใคร อาจจะเป็นเพื่อนผองที่สนิทสนม หรือใครก็ตามที่บังเอิญผ่านเข้ามาอ่านบล็อก แม้จะอ่านแล้วกร่นด่าอยู่ในใจ (เขียนเชี่ยอะไรของมันวะ) หรือ ชื่นชมในความคิดและสำนวนภาษาอันเพริศแพร้วพรรณรายของผม แต่ไม่ได้เขียนคอมเม้นท์ตอบอะไร ผมขอขอบคุณอีกครั้งนะครับ

แต่ยังไงแม้ผมจะดูฮึดๆ แฮ่กๆ เดี๋ยวอยากเขียนบล็อก เดี๋ยวไม่อยากเขียนบล็อก (ไปเล่นเฟซบุ๊ค แล้วตั้งสเตตัสที่อยากตั้งดีกว่า ง่ายกว่ากันเยอะ) ยังไงผมก็จะพยายามเขียนบล็อกทุกครั้งนะครับ เพราะอย่างน้อยมันเป็นพื้นที่ของการเล่าสู่กันฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเป็นเวทีฝึกการเขียนของผมเอง (เพราะว่ากันว่าถ้าเราได้เขียนทุกๆวัน คลังคำ และรูปแบบการเขียนของเราจะยิ่งชัดเจนขึ้น จนเกิดเป็นทักษะความชำนาญพอๆกับการปั้นหม้อที่บ้านเชียงเลยทีเดียว)

ยังไงก็ตาม ฝากถึงคนที่มาอ่านบล็อกผมนะครับ ทิ้งคอมเม้นท์ไว้ให้ผมไปเยี่ยมบ้านของท่านบ้างก็ได้นะครับ ถือเป็นการผูกมิตรผ่านตัวอักษรที่อาจจะพัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นๆ ต่อไป (ว่าไปนั่น)

เอาล่ะครับ ผมจะลองมาเขียนบล็อกอีกครั้ง(ที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้) :)  



DewdogDag
View full profile