MY WEEK WITH BIKRAM YOGA

posted on 16 Feb 2012 21:18 by dewdogdag

รู้สึกยินดีปรีดาที่กับการได้เห็นใครสักคนที่มีความเชื่อและมุ่งมั่นกับสิ่งที่ตัวเองรัก บ่มเพาะประสบการณ์ เดินตามเส้นทางนั้นอย่างแน่วแน่ และประสบความสำเร็จไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

โดยเฉพาะถ้ามันเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว จะรู้สึกภูมิใจมากเป็นพิเศษ

เบ็ตตี้ เป็นเพื่อนร่วมคณะนิเทศศาสตร์ของฉัน ที่เพิ่งจะมาค้นพบสิ่งที่รัก นั่นก็คือการเล่น โยคะ มาตั้งแต่ตอนเรียนปี 3

เคยมีคนบอกว่าเบ็ตตี้ชอบมันมาก เล่นโยคะแทบทุกวัน ฝึกฝนด้วยตัวเอง

ตั้งแต่นั้นเพื่อนๆ ทุกคนก็รู้จักเบ็ตตี้ในฐานะของคนที่หลงใหลได้ปลื้มกับการเล่นโยคะนับแต่นั้น

ความมุ่งมั่นตั้งใจในการเป็นครูสอนโยคะ ทำใหเบ็ตตี้ไม่ลังเลที่จะบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนโยคะที่อเมริกา และกลับมาเป็นครูสอนโยคะที่ฟิลิปปินส์อยู่หลายปีดีดัก

ปีนี้เธอพกชั่วโมงบินเต็มเพดานและกลับมาเปิดสตูดิโอสอนโยคะชื่อ Bikram Yoga Bangkok เป็นสตูดิโอโยคะไม่ใหญ่มาก อยู่ชั้น 4 อาคารข้างๆ ประสานมิตรพลาซ่า 

ด้วยอารามชื่นชมยินดีกับจุดเริ่มต้นของเธอ ฉันจึงไม่รีรอที่จะปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์ด้วยแพ็กเกจเล่นโยคะหนึ่งสัปดาห์

เพื่อจะได้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร...

วันที่ 1
17.30 น.

ฉันแต่งตัวด้วยเสื้อยืดกางเกงบอลมิดชิด พกขวัญกำลังใจมาเต็มที่ โดยมีเพื่อนฝาแฝดวรรณและแวว เป็นเพื่อนโยคะด้วยกัน

ทำใจไว้แล้วว่ามันคือโยคะร้อน แต่คิดว่าทนได้ ชิลๆ ทำใจให้สงบ เข้าไปนั่งสมาธิ หลับตา สัมผัสถึงอุณหภูมิความร้อนทั่วร่างกาย ร้อนหนอ ร้อนหนอ...

ระหว่างเข้าฌาน ครูเบ็ตตี้ในชุดบิกินี่ เดินเข้า ทักทายด้วยภาษาอังกฤษอย่างเป็นกันเอง เริ่มต้นด้วยการใช้ทุกคนยืนขึ้น เท้าชิด และเข้าสู่ท่าแรกด้วยการหายใจเข้าออก

เอาแล้วๆ ฉันรับรู้ถึงช่วงเวลาที่แสนหนักหน่วง แค่ท่าหายใจเข้าออก มันเกิดความรู้สึกวูบๆ วาบๆ หน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลม ตั้งสติๆ ทำตามที่ครูบอกไปเรื่อยๆ ตั้งสติ วูบๆ วาบๆ

ไม่ไหวละ ขอนั่งพักก่อน ทำไมเสื้อกูเปียก ทำไมกางเกงกูโชก เอาไงดี ลุกขึ้นมาทำต่อ เสียดายเงิน เสียดายเงิน...

จบคลาสแรก ออกจากห้องโยคะ เหมือนได้กลับมาสู่สวรรค์อีกครั้ง ช่วงเวลาที่ทำโยคะช่างทรมานอย่างบอกไม่ถูก แต่พอได้ออกมานอกห้องแล้ว กลับรู้สึกได้ถึงความเบาสบาย และความรู้สึกภูมิใจลึกๆ ว่า “เออว่ะ กูผ่านมันมาได้เนอะ”

คืนนั้น หลับเป็นตาย

วันที่ 2
9.30 น.

วันนี้ยังคงใส่เสื้อและกางเกงบอลเช่นเดิม ต่างตรงที่เนื้อผ้าจะเบาบางกว่า วันนี้รู้สึกได้ว่าร่างกายค่อยๆ ชินกับความร้อน เหงื่อไหลตามร่างกาย แขนและขา เปียกลามมาทั่วไปหน้า เข้าปากจนรับรู้ได้ถึงความเค็มฝาดของเหงื่อ ระหว่างที่ทำท่าตามครู เหงื่อก็ไหลท่วมเสื้อจนเปียกปอน ครูฝรั่งใจดีจึงพูดเป็นภาษาอังกฤษแปลไทยว่า “ถ้าร้อนก็ถอดเสื้อเลยนะ ไม่มีอะไรน่าอาย” เอิ่ม...กูอายนะ แต่ในตอนนั้นมันไม่ไหวจริงๆ ขืนปล่อยให้เสื้อเปียกซกต่อไปก็ไม่ไหว จึงจำต้องถอดเสื้อเผยให้เห็นหุ่นไม้จิ้มฟัน ทุกอย่างดำเนินไป ผ่านช่วงเวลาอันหนักหนาได้อีกหนึ่งคลาส

ทุกคนที่ผ่านมันมาได้ มันช่างดีงามสามหมื่นโลกจริงๆ4

วันที่ 3
17.30 น.

ความรู้สึกก่อนเข้าไปในห้องโยคะ มันช่างกระอักกระอ่วนฝืนใจยิ่งนัก แต่สองขาก็ต้องเข้าไปให้ได้ คราวนี้ถอดเสื้อเล่นจริงจัง ไม่มีอะไรต้องเสียแล้ว วันนี้ไม่ค่อยเวียนหัวแล้ว ร่างกายปรับตัวได้ ทำท่าอะไรก็จะได้คำชมว่า Good Good จากครูฝรั่งมาเป็นช่วงๆ สิ่งที่น่าสนใจคือครูบอกว่า จริงๆ แล้วร่างกายของเราทำอะไรได้มากกว่าที่คิดอีกนะ แต่ใจเราต่างหากที่คิดว่ามันทำไม่ได้ ดังนั้นเราต้องเปิดใจ เชื่อว่าเราทำมันได้ ได้ยินดังนั้นก็เกิดฮึกเหิม ดัดตนสู้ตาย มีเซมีล้มบ้าง แต่พอได้เห็นร่างกายในท่วงท่าที่ถูกต้องของตัวเองตามหลักโยคะในกระจกก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

ออกมานอกห้อง เบ็ตตี้บอกกับเรา “เหย!เบ็ตไม่เคยเห็นดิวด้านนี้มาก่อน แกสามารถจัดระเบียบร่างกายของตัวเองได้ ทั้งๆ ที่ตอนเต้นดูเหมือนแกจัดระเบียบไม่ได้เลย”

เอ่อะ...กูว่ากูเต้นสวย สเต็ปเป๊ะมาโดยตลอด...

วันที่ 4
9.30 น.

เบ็ตตี้บอกไว้ว่าให้ใส่กางเกงว่ายน้ำเลย เพระจะทำให้เราเห็นท่าโยคะต่างๆ ที่เราทำและปรับให้ถูกต้องได้ง่ายขึ้น ไอ้เราก็บ้าจี้ใส่มาเล่นจริงๆ ซึ่งความเป็นจริงแล้วการเล่นโยคะร้อนควรใส่เสื้อผ้าให้น้อยชิ้นเพื่อทำร่างกายได้ขับเหงื่อเต็มที่และจะไม่รู้สึกอึดอัดนั่นเอง

วันนี้รู้สึกได้เลยว่าร่างกายมีความยืดหยุ่นขึ้นมาก มีความอดทนในการทำท่าที่เมื่อยแสนเมื่อยได้นานขึ้น ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้นมาก แต่ยังไงก็ยังรู้สึกได้ถึงความเมื่อยอยู่ดี (ไอ้เจ้าความเมื่อยนี่แหละ ที่จะเป็นสัญญาณที่ดีว่ากล้ามเนื้อของเราจะแข็งแกร่งมากขึ้น) เหงื่อไหลซกๆ เป็นกะละมัง

ทุกครั้งที่ผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากทางกายได้นี่ มันรู้สึกดีมีความสุขทั้งวันจริงๆ นะ :)

วันที่ 5
9.30 น.

วรรณกับแววมาไม่ได้เพราะฝันเป็นโยคะร้อนไปแล้ว ก็เลยขาดสมาชิกแก๊งค์ แต่มีเบ็ตตี้เล่นเป็นเพื่อน

ทุกครั้งที่เหลือบมองเบ็ตตี้ทำท่าโยคะแต่ละท่า ไม่ธรรมดาอย่างแรง กว่าจะได้ท่าที่สมบูรณ์แบบ นางต้องผ่านความยากลำบากมาเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ สำหรับเราแค่ 5 วันยังโหดขนาดนี้ แต่สำหรับเบ็ตตี้และคนที่ทำอาชีพเป็นครูสอนโยคะท่านอื่นๆ เขาต้องผ่านมาหนักแค่ไหน

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ใจที่รักและความมุ่งมั่น เป็นปัจจัยที่จะทำให้คนประสบความสำเร็จตามที่หวังไว้

แม้ว่าใจของฉันอาจจะไม่รักโยคะเท่าเบ็ตตี้ แต่อย่างน้อยฉันก็มีใจที่มุ่งมั่นพอสำหรับประสบการณ์เล่นโยคะเพื่อสุขภาพในครั้งนี้


 

สำหรับปุถุชนคนเดินถนนที่ไม่ได้ครอบครองหรือมีรถสี่ล้อเหล็กหุ้มเนื้อ เป็นของตัวเอง และยังคงใช้บริการรถแท็กซี่อยู่ หากท่านคิดว่าการหารถแท็กซี่ในเมืองไทยในช่วงเวลาชั่วโมงเร่งด่วนเป็นเรื่อง ที่ยากเย็นแสนเข็ญพอๆ กับวัลลีที่ต้องวิ่งจากโรงเรียนไปดูแลแม่ที่บ้าน อีกทั้งการที่ต้องมาหงุดหงิด จิตแตกกับแท็กซี่กวนประสาท ประเภทหนักไม่เอา เบาไม่สู้ ไกลไป กรูจะส่งรถ...

ขอให้ยิ้มสู้กันต่อไป และระลึกอยู่เสมอว่า เรื่องขึ้นแท็กซี่ คนบ้านเรายังโชคดีกว่าคนจีนในหังโจวมากมาย มากมาย Foot in mouth

รถแท็กซี่ในเมืองหังโจว

จากหนังสือพิมพ์หังโจววีคลี่ย์ รายงานสถานการณ์ของแท็กซี่ในช่วงปีใหม่ไล่ยาวไปถึงตรุษจีนว่า คนหังโจวต้องรอรถแท็กซี่ ชนิดที่เรียกได้ว่านานแสนนาน อาอึ้มอีบ่นว่า อั๊วเดินหาแท็กซี่มาตลอดทาง เดินมาก็หลายไฟแดง เดินไปเดินมา อ้าว! ถึงบ้านอั๊วแล้วนี่หว่า

ความทุกข์ยากของคนไม่มีรถ (รวมทั้งผมด้วย) ในการหาแท็กซี่ทวีความลำบากมากขึ้นเมื่อช่วงนี้เป็นช่วงฤดูหนาว หิมะตกเป็นครั้งคราว อุณหภูมิติดลบ ต้องเดินอยู่กลางลมหนาวสู้ทนฟันฝ่า กายที่มันอ่อนล้าแทบยืนไม่อยู่ รอมันอยู่อย่างนั้น ช่างเดป็นช่วงเวลาอันแสนยาวนาน

ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมรถแท็กซี่ในหังโจวถึงหายากเย็น เพราะจากสถิติที่เขาทำวิจัย พบว่า จำนวนแท็กซี่ในหังโจวเฉลี่ยแล้วมีเพียง 8,000 กว่าคัน ซึ่งหากเทียบอัตราส่วนกับจำนวนประชากรในหังโจว นั่นเท่ากับว่า ทุกๆ 10,000 คน จะมีแท็กซี่รองรับเพียง 13 คันเท่านั้น!

หลายคนอาจอยากจะมาเป็นคนขับแท็กซี่ที่นี่ เพราะคงรวยจริงอะไรจริง แต่ในมุมมองของคนขับเอง อาแปะคนขับก็ถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า

"จะบ้าเหรอ รถแท็กซี่น้อยก็จริง แต่รายได้อั๊วนี่ไม่ยาไส้นะ เฮ้อ!"

"ทุกๆ วัน อั๊วจะต้องทำเงินให้ได้วันละ 500 หยวน (2,500 บาทไทย) แต่เอาเข้าจริงๆ ได้อย่างดีก็ประมาณ 400 หยวนเอง (2,000 บาท) เฮ้อ!"

"เงินที่ได้มาต้องจ่ายให้บริษัทเช่ารถแท็กซี่ แถมต้องเสียค่าน้ำมันอีก 160 หยวน (800 บาท) เฮ้อ!"

นอกจากนี้คนขับแท็กซี่ที่นี่ยังต้องอดทนกับรถติดอย่างยาวนานในชั่วโมง เร่งด่วน (หังโจวยังไม่มีบริการรถไฟใต้ดินเหมือนเมืองใหญ่อื่นๆ ตอนนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง) ซึ่งอาแปะจอมเฮ้อ ยังบอกอีกว่าเขาต้องรอรถติดเฉลี่ยแล้วตกวันละ 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว

แม้แท็กซี่จะหายาก แต่ความน่ารักของแท็กซี่ในหังโจวคือ "ขึ้นมาเถอะ ไปหมดทุกที่ ไกลแค่ไหนก็ไป ไม่อิดออด" ไม่ แน่ใจว่าเป็นข้อปฏิบัติของที่นี่หรือเปล่า ที่คนขับรถห้ามเลือกลูกค้า หรือเป็นเพราะนิสัยติดตัวของคนจีนประเภท หนักก็เอาเบาก็สู้ อันนี้ผมยังไม่กระจ่างนัก

ความหายากของแท็กซี่ ส่งผลให้แท็กซี่ในหังโจวเปรียบเหมือนเทพบุตรเทพธิดาที่ลงมาโปรดมนุษย์ผู้ ลำเค็ญ ส่งผลให้เวลาแท็กซี่มาแต่ละคัน ทุกคนที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันต่างวิ่งกันตาตั้ง โดยไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น เรื่องราวหงุดหงิดประเภทคนตัดหน้าแย่งแท็กซี่หน้าตาเฉยจึงมีอยู่บ่อยครั้ง เพื่อนหญิงใจเด็กของผมเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการขึ้นแท็กซี่ในหังโจวว่า ระหว่างที่เธอรอรถแท็กซี่ท่ามกลางความร้อนระอุของเปลวแดดแผดเผา เธออดทนรอรถแท็กซี่อย่างเยือกเย็น

ในทีสุดรถแท็กซี่ว่างๆ ก็ขับมา ไม่รอช้า เธอโบกรถสุดกำลัง พร้อมคิดในใจ "กรูได้ขึ้นแล้วๆ"

ในจังหวะที่รถแท็กซี่จอดนั้น มีสาวรุ่นชาวจีนเปิดประตูเข้ามาและพุ่งตัวเข้าไปในรถอย่างรวดเร็ว

ความร้อนทำให้เธอปรี๊ดแตก ตวาดสาวจีนนางนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยภาษาจีน

สาวจีนตกตะลึงในความแรงจัดชัดเจน และจุดยืนของหญิงไทยใจห้าวหาญ ด้วยปณิธานแสนเรียบง่าย "กรูมาก่อน คันนี้ของกรู กรูจะขึ้นคันนี้"

สาวจีนนางนั้นรีบกระเถิบก้นลนลานลงจากรถทันที

เล่นกับใครไม่เล่น...

ริมาเล่นกับหญิงไทยอารมณ์เดือดที่มองหาแท็กซี่เลือดตาแทบกระเด็น!

รู้ไว้ใช่ว่า

Money mouth ธรรมเนียมปฏิบัติของการขึ้นแท็กซี่ในหังโจว (น่าจะรวมถึงเมืองอื่นๆ ด้วย) คือเมื่อถึงที่หมาย ราคามิเตอร์บอกไว้ที่ราคาเท่าไหร่ จะต้องบวกเพิ่มเข้าไปอีก 1 หยวน ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติและอาจสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนขับแท็กซี่ต่อไปภายภาค หน้า

Money mouth ภายในรถแท็กซี่ตรงที่นั่งคนขับจะมีแผ่นพลาสติกกั้นเอาไว้ ป้องกันผู้โดยสารกัดหู หรือคนขับพ่นน้ำลายใส่

Money mouth ราคาเริ่มต้นของมิเตอร์อยู่ที่ 10 หยวน (50 บาท) 3 กิโลเมตรขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นทุกๆ 2 หยวน (10 บาท) หากเกิน 10 กิโลเมตร จะขึ้นมากิโลเมตรละ 3 หยวน (15 บาท)

น้ำลายในหังโจว (口水)

posted on 14 Dec 2010 10:21 by dewdogdag
口水 (โขวสุ่ย) แปลว่า น้ำลาย
 
เปิดหัวบล็อกมาก็เล่นของสกปรกเสียแล้ว
 
หลายคนอาจจะไม่เห็นการมีอยู่ของน้ำลาย เพราะเวลาที่เราใช้ชีวิตตามปกติ เราก็จะไม่รู้สึกตัวว่ามันกำลังกลิ้งเกลือกอยู่บนลื้นของเรา หรือเวลาที่เรากลืนมัน เราก็กล้าที่จะกลืนมันเข้าไป โดยที่ไม่รู้สึกว่ามันสกปรกแต่อย่างใด
 
เราจะเห็นการมีอยู่ของน้ำลายก็ต่อเมื่อเวลาที่เราเห็นมันเป็นรูปธรรม ทั้งหยดน้ำลายที่พุ่งใส่หน้า ใส่แขน เวลาที่เพื่อนเม้าท์แตกอย่างมันส์ในอารมณ์ เราเห็นมันเป็นสิ่งสกปรกและพร้อมจะดันตัวเองเข้าไปเช็ดเพื่อนไอ้ตัวต้นเหตุและแสดงอาการสุดฤทธิ์ว่าน่ารังเกียจมาก
 
แต่เรื่องแบบนี้ไม่เกิดขึ้นกับคนจีน และก็ไม่คิดว่ามันจะเกิด
 
เหล่าบรรดาเพื่อนผองน้องพี่ที่เคยไปเยือนแดนมังกรต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
 
"มึงระวังคนจีนขากถุยนะ"
 
"ขากยังไงอ่ะ"
 
"ก็ขากถุยบนถนน นึกอยากขากก็ขาก ขากเรี่ยราด ขากตามใจชอบ ขากเป็นกิจวัตร ขากจนเป็นเรื่องปกติ"
 
ในตอนนั้นคิดในใจว่า เพื่อนคงพูดเวอร์ไปนิด อย่างน้อยก็คงไม่น่าจะเลวร้าย แค่เรื่องความสกปรกของห้องน้ำในเมืองจีนก็คลาสสิคมากพออยู่แล้ว...
 
จนกระทั่งเมื่อได้ประสบพบเจอกับตาตัวเอง
 
-----------------------------------------------
 
"คว๊าก!!!"

ไม่ใช่เสียงก็อซซิลล่าอาละวาดเมือง หากมันคือเสียงสูบก้อนน้ำในลำคอของอาแปะคนหนึ่งในหังโจว ระหว่างที่ผมกำลังเดินทอดน่องทัศนาทัศนียภาพอย่างเบิกบานใจ เสียงที่เกิดขึ้นสร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับผมไม่น้อย ก่อนที่อาแปะจะส่งผลงานขิ้นเอกลงบนพื้นถนน

น้ำลายสีขาวฟองฟ่อดมีเมือกเล็กน้อย โดดเด่นเป็นสง่าบนพื้นถนน

คัลเจอร์ ช็อก ครับพี่น้อง

พยายามทำความเข้าใจกับตัวเองว่า พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นกับคนจีนผู้เฒ่าผู้แก่ ที่ยังติดอยู่กับวิถีชีวิตในแบบเก่าก่อน เลยไม่ได้รู้สึกค้างคาในใจมากมาย

แต่แล้วความคิดนี้ก็ถูกหักล้างเสียสิ้น โดยผู้หญิงคนนั้น...

ระหว่างเดินบนทางเท้าเพื่อไปทาอาหารเที่ยง สาวเจ้านางหนึ่ง อายุไม่น่าจะเกิน 30 ปี สวยแบบหมวยๆ แต่งตัวตามสมัยนิยม เดินด้วยท่วงท่าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ในระหว่างที่เราเดินสวนกันนั้น สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

"คว๊ากก!!"

เธอทำเสียงในลำคอด้วยระดับเดซิเบลที่ทำให้คนบริเวณนั้นได้ยิน ผมถึงกับหยุดกึก พินิจพิเคราะห์ความเป็นไปได้ของเสียงที่เกิดขึ้นว่ามาจากเธอจริงๆ หรือไม่ เพราะดูจากเสียงของการสูบก้อนน้ำรวบรวมน้ำที่อยู่ในปาก ต้องยอมรับว่าเธอทำได้อย่างชำนิชำนาญ เสียง "ถุย" ดังตามมาติดๆ ถึงตอนนั้นผมไม่กล้าหันไปมองผลงานของเธอ

ไม่อยากเห็นน้ำลายคนสวย...

--------------------------------

ประสบการณ์น้ำลาย สลายวิญญาณ ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ วันหนึ่งผมกับเพื่อนเดินไปซื้อของยามวิกาล สายตาเห็นป้าซิ้มโบ๊ะหน้าไม่ยี่หระกับโลกภายนอก ท่ามกลางบรรยากาศอันเชียบ สงสัยป้าแกคงเห็นว่าเงียบเกินไป ไม่ได้การ จึงเริ่มสร้างเสียงขึ้นมาอย่างบรรจง

"ขว๊อก!!"

เสียงของป้านอกจากจะทำงายความเงียบแล้ว ยังทำลายสติของผมและเพื่อนให้แตกกระเจิงได้เช่นเดียว ผมและเพื่อนจึงปลีกตัวเดินออกมาในระยะปลอดภัยจากวงล้อมระเบิด

ป้าซิ้มเห็นการเคลื่อนไหวของชายสองหน่อ เธอไม่ลดละ ยังคงทำเสียงเป็นระยะๆ และเดินเข้ามาประชิดพวกเรา เหมือนพยายามจะส่งสาสน์ว่า "พวกลื้อมาดูผลงานของอั๊วเร๊วว!"

ป้าทำเสียงในระดับโซปราโน่ก่อนที่จะค่อยๆ บรรจงถุยมวลน้ำในปากอย่างตั้งใจ ความไกลของมวลน้ำอยู่ในระยะที่เห็นได้ชัด

ผลงานชิ้นนี้ไม่มีคำบรรยาย ป้าซิ้มทำได้เต็มที่มากๆ

-----------------------------------

 
            อย่าเพลินกับทัศนียภาพ พึงตั้งสติและสังเกตสิ่งแปลกปลอมบนถนนในเมืองจีนเสมอ
 
เพื่อนคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า การถุยน้ำลายนั้น เป็นความเชื่อของคนจีนมาแต่ยุคบรรพกาล พวกเขาเชื่อว่าน้ำลายเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นสิ่งแปลกปลอมที่ต้องเอาออกไปจากตัว ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่การถ่มน้ำลายจะฝังอยู่ในวิถีประจำวันของคนจีน แต่ถึงอย่างไรพฤติกรรมนี้ดูไม่ค่อยเกิดขึ้นกับเมืองใหญ่ๆ อย่างเซี่ยงไฮ้ หรือ ปักกิ่ง เพราะเมื่อเมืองพัฒนาขึ้น คนก็เริ่มเรียนรู้และเข้าใจวิถีการใช้ชีวิตมากขึ้นนั่นเอง

ถึงวันนี้ ผมเองก็รู้สึกคุ้นชินกับพฤติกรรมของคนจีนข้อนี้มากขึ้นเรื่อยๆ (แต่ก้ไม่คิดจะทำแต่อย่างใด) อย่างน้อยมันก็ฝึกให้ผมรู้จักเป็นคนช่างสังเกตสังกา ก้มหน้าตรวจตราบนพื้นถนนว่ามีกับระเบิดวางอยู่ตรงจุดไหน จะว่าไป ก็ไม่ต่างกับการหลบหนีกองขี้หมาบนทางเดินเท้าในบ้านเราสักเท่าไหร่

----------------------------------------------

ปิดท้ายเรื่องน้ำในปาก ด้วยประสบการณ์ของเพื่อนหญิงที่เคยไปเรียนภาษาที่เมืองจีน

วันหนึ่งขณะที่เธอและพี่สาวนั่งอยู่บนแท็กซี่ในเมืองจีน คนขับแท็กซี่ทำลายเสียงคุยนุ้งนิ้งของทั้งคู่ด้วยเสียงสูบน้ำในคอแบบขอไปที

"แคว๊กขว๊ากก!!!"

รวบรวมก้อนน้ำจนเต็มปาก เขาก็ปล่อยทิ้งนอกหน้าต่างรถ ให้สายลมข้างนอกพัดมวลน้ำปลิวละล่องไปตามแรงลม

วันนั้นคงไม่ใช่วันดีของพี่สาวเพื่อน

หน้าต่างรถด้านข้างของพี่สาวเปิดอยู่ เธอจึงได้ทัศนามวลน้ำผลงานชิ้นเอกของคนขับแท็กซี่อย่างพินิจพิเคราะห์ ทั้งรูป กลิ่น และ รส...