2009/Mar/31

  

 

วันดีมีโอกาสเข้าโรงหนังย่าน RCA ตีตั๋วดูหนังเรื่อง The Class ซึ่งเป็นรอบที่เธอสะดวกที่สุด

เธอไม่ค่อยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เท่าไหร่นัก รู้แต่เพียงว่า มันเป็นหนังที่ได้รับรางวัลใหญ่จากเมืองคานส์ของประเทศฝรั่งเศส และได้เข้าชิงโน่นนั่นนี่นู่นตามเวทีแจกรางวัลต่างๆ

เธอเข้าไปดูด้วยอารมณ์กลางๆ ไม่คาดหวัง ไม่ยินดียินร้ายตามหลักอุเบกขา

หนังเปิดเรื่องเป็นภาพใกล้ของผู้ชายคนหนึ่ง เขานั่งอยู่ที่โต๊ะกาแฟก่อนที่จะลุกขึ้นและหันตัวเดินออกมา
ดูไปเรื่อยๆ วันดีก็ได้รู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นคุณครู

"ว้าว! อาชีพเดียวกับชั้นเลย" วันดีคิดและอมยิ้มอยู่ในใจ

พระเอกของเรื่องสอนภาษาฝรั่งเศส วันดีฉีกยิ้มขึ้นมาอีกหนึ่งระดับเพราะเธอเองก็เป็นครูสอนภาษาเหมือนกัน แต่เป็นภาษาไทย

"เหล่าเด็กนักเรียนก็มีหลากหลายเชื้อชาติ นี่คงเป็นโรงเรียนที่สอนลูกหลานคนต่างด้าว ที่อพยพเข้ามาอยู่ในฝรั่งเศสแน่ๆ อืม หนังเริ่มสนุกแล้วแฮะ"
 
เด็กๆต่างพากันถามโน่นนั่นนี่นู่นจนคุณครูต้องหาวิธีการตอบให้เด็กๆ เข้าใจ วันดีคิดในใจว่า เด็กนักเรียนในห้องนี้เปรี้ยวซ่าจริงๆ ลูกศิษย์เธอเองยังไม่ซ่ามากขนาดนี้ อย่างมากก็แค่ซุบซิบคุยกัน และเมื่อวันดีเห็นเมื่อไหร่ เธอจะเอาชอล์คเล็งไปที่เป้าหมายและปาเข้าไปอย่างจัง จนเป้าหมายสะดุ้งและเงียบไปในที่สุด
 
"ชั้นอยากให้เด็กๆ ยกมือถามนู่นถามนี่เหมือนเด็กพวกนี้บ้างจัง" วันดีคิดในใจ

คุณครูหนุ่มสุดเท่ มอบหมายให้นักเรียนเขียนเรียงความว่าด้วยชีวิตของตัวเอง เด็กๆ ก็ยกมือตั้งคำถามต่างๆนานามากมาย ว่า มันเป็นเรื่องส่วนตัว ทำไมต้องเอาเรื่องส่วนตัวไปบอกกับคนอื่น มันจะมีประโยชน์อะไร และพวกเขาเป็นแค่เด็กๆ ไม่ใช่คนแก่ที่จะมีเรื่องเล่าสนุกๆมากขนาดที่จะเขียนลงไปบนหน้ากระดาษได้ อีกทั้งวงจรชีวิตของพวกเขาก็ไม่มีอะไรนอกจาก กิน เรียน นอน แล้วจะเขียนเรื่องส่วนตัวให้น่าสนใจได้อย่างไร
คุณครูหนุ่มอึ้งไป แต่ท้ายสุดเขาก็ตอบปัญหากับเด็กๆได้ วันดียกย่องในความฉลาดของการตอบคำถามของคุณครูคนนี้ เธอคิดว่าเธอจะเอากลับไปใช้กับการสอนวิชาภาษาไทยของเธอบ้าง

"เรื่องส่วนตัว อืม มีใครที่เขียนเรื่องส่วนตัวของตัวเองให้ดูเลวร้ายบ้างนะ ต่างคนต่างหยิบยกและคัดสรรประสบการณ์ที่ดีของตัวเองมาเล่าสู่กันฟังและสร้าง ตัวตนของตัวเองผ่านเรื่องเล่าให้คนอื่นรับรู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร หากใครก็ตามที่เล่าเรื่องในแง่ร้ายของตัวเอง นั่นก็หมายความว่าเขาก็อยากให้คนที่ฟังรับรู้และอยากให้มองเขาในแบบที่เขานำ เสนอตัวเองหรือเปล่า"
วันดีคิดไปเรื่อยเปื่อย


ระหว่างที่ดูไปนั้น อยู่ๆวันดีก็คิดขึ้นมาได้ว่า ก่อนเข้าโรงหนังเธออ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ที่แปะอยู่บนผนังหน้า โรงหนัง ในบทความเขียนว่า เรื่อง The Class สร้างจากเรื่องจริงของพระเอกคนนี้ซึ่งใช้ชีวิตการเป็นครูในโรงเรียนถึง 1 ปี และเขียนเรื่องราวลงไป จนผู้กำกับหนังดังหยิบมาทำเป็นหนังโดยให้คนเขียนเล่นเป็นพระเอกเสียเลย

"เอ๊ะ! นี่มันก็เป็นเรื่องเล่าของพระเอกคนนี้เลยนี่นา" วันดีฉงนใจ

"เรื่องเล่าของครูสอนฝรั่งเศส ผ่านสายตาของครูสอนฝรั่งเศส อืมมม เค้าเล่าเรื่องของเค้าเหมือนเค้าเป็นฮีโร่เลยแฮะ เจอเด็กกวนๆแบบนี้ ครูเค้าเคยเอาชอล์คปาเด็กๆอย่างที่ชั้นเคยทำบ้างไหมเนี่ย แล้ววิธีการแก้ปัญหาของคุณครูหนุ่มคนนี้ ดูแล้วทำให้ชั้นชื่นชมในความชาญฉลาดและการแก้ปัญหาของครูคนนี้จังเลย"


หนังจบ เธอเดินออกจากโรง หนังเรื่องนี้ดีคุ้มค่าตั๋วทีเดียว มีประเด็นที่เธอสามารถนำกลับมาขบคิดและประยุกต์ใช้กับนักเรียนของเธอบ้าง แต่น่าเสียดายที่เธอไม่ค่อยพบเจอเด็กกล้าคิดกล้าพูดเหมือนอย่างในหนังเท่า ไหร่
วันดีคิดไปเรื่อยเปื่อยว่า วิชาภาษาไทยในคาบหน้า เธอจะให้เด็กๆเขียนเล่าเรื่องราวของตัวเอง แล้วมาแชร์ให้เพื่อนๆฟัง ก็คงดีไม่น้อย

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
หนังเรื่องนี้สอนให้เราว่า ไม่ว่าจะเด็กชาติไหนๆ เวลาสั่งให้อ่านอะไร มันไม่เคยอ่าน!
#1  by  merveillesxx (58.8.236.113) At 2009-04-01 23:04, 
อยากเป็นครูเหมือนกันค่ะ สักครั้งในชีวิต รู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ทรงเกียรติดีdouble wink
#2  by  VILITT At 2009-04-01 23:59, 
กเดืท้
#3  by  เอกบล่าเกา (118.172.96.155) At 2009-05-04 15:29, 

<< Home


DewdogDag
View full profile