*เอ็นทรี่นี้ มีสปอยด์นิดๆ หน่อยๆ
เสียงปรบมือดังไม่ขาดสายเมื่อนัท มีเรีย ออกมาโค้งคำนับหลังจากการแสดง "แม่นาค เดอะ มิวสิคัล" จบลง
มีคนลุกขึ้นยืนปรบมือในความสามารถของผู้หญิงคนนี้ประมาณ 4-5 คน ซึ่งผมเองก็ไม่ได้รู้สึกขัดใจกับการกระทำของผู้คนเหล่านั้นเลย เพราะมันเป็นสิ่งที่เธอสมควรจะได้รับจริงๆ
ผมกับเพื่อนๆมองหน้ากันหลังจากที่ม่านทิ้งตัวลง ยังไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปาก จนน้องพบ น้องชายของเพื่อนสนิทพูดขึ้นมาทำลายความเงียบ
"นี่คือ ละครเวที ที่ดร็อปที่สุด ในบรรดาละครเวทีของคุณบอยทุกเรื่อง"
คำพูดนี้ทำให้เพื่อนๆพอจะเบาใจได้บ้าง เพราะอย่างน้อยก็มีคนคิดอย่างเขาเหมือนกัน
เพื่อนๆในวงเริ่มตั้งข้อสงสัยกันว่า ทำไมแม่นาคฉบับคุณบอยนี้มันถึงเข้าขั้น "ชั้นไม่ได้" มากที่สุดในบรรดาละครเวทีรัชดาลัยเรื่องผ่านๆมา
"บ้า แต่เราชอบมากเลยนะ" พุดดิ้ง เพื่อนสาวที่เพิ่งได้ดูละครเวทีรัชดาลัยเป็นครั้งแรก พูดแบบกริ่งเกรง เพราะเธอคิดว่าความคิดของเธอดูแปลกแยกไปจากคนอื่นๆ
"นั่นเป็นเพราะเธอดูละครคุณบอยเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ชั้นไม่เถียงเลย คุณบอยเค้ามีฮาร์ดแวร์ที่ดีมากๆ สเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็กต์อันอลังการบานตะไท การสร้างจังหวะความน่ากลัวที่ทำได้อย่างน่าขนลุก" วิริยา เพื่อนร่วมวงร่วมแจม
"ไม่รู้แหละ เราว่าคุ้มค่าตั๋วนะ ได้ดูนัท มีเรีย เหาะได้ ดูแขนยืดยาวหยิบมะนาวใต้ถุน ดูซิกแพ็คของพี่อาร์ ก็คุ้มยิ่งกว่าคุ้มแล้ว" พุดดิ้งยืนยันความเชื่อของตัวเอง
"อย่าเพิ่งทะเลาะกัน ออกไปข้างนอกก่อน พนักงานเค้ามาไล่แล้ว" อรนุช ตัดบทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ทุกคนเห็นพ้องต้องกันและเดินออกจากโรงไป
---------------------------------------------------------
แม่นาคพระโขนง เดอะ มิวสิคัล เป็นละครเวทีเวอร์ชั่นแรกของปี ของรัชดาลัยที่เปิดม่านให้ดูกันก่อนใครๆ (ยังมีแม่นาค เดอะ มิวสิคัล ของดรีมบ็อกซ์ และแม่นาค เดอะ มิวเซียม ของอ. ดำเกิง ที่จะทยอยกันมาให้ดูกันต่อไป) ดูเหมือนว่า จะเป็นชัยชนะเล็กๆของดรีมบ็อกซ์เสียแล้ว ที่แบบฉบับของรัชดาลัย อาจจะทำได้ไม่ดีอย่างที่คนดูคาดหวังกันเอาไว้
หากไม่นับเรื่องสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็กต์ การออกแบบลีลาท่าเต้น และเพลง ซึ่งเป็นจุดขายหลักของแม่นาคเวอร์ชั่นคุณบอย ซึ่งแน่นอน คุณบอยงัดเทคนิคต่างๆของละครเวทีเพื่อสร้างบรรยากาศความน่ากลัวให้กับคนดู ทั้งเรื่องแสงไฟจากตะเกียงที่ติดๆ ดับๆ หรือการสร้างจังหวะอันน่าขนหัวลุก และความรวดเร็วของนักแสดงประเถทผีโผล่ไปที่นั่น มาที่นี่อย่างรวดเร็ว การใช้เสียงที่ทำให้คนดูสะดุ้งเป็นระยะๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เทคนิคต่างๆเหล่านี้จะไม่มีผลอะไรเลย หากหัวใจสำคัญของละครเวทีถูกมองข้ามไปนั่นก็คือ บทละครเวที นั่นเอง
บทละครเวทีใน แม่นาคฉบับคุณบอย ถือได้ว่ามีความเบาหวิวชนิดที่เห็นได้ชัดเจน ทีมเขียนบทหยิบเอาเรื่องความรักของแม่นาค และคำมั่นสัญญาของแม่นาคและพ่อมากที่มีต่อกัน ว่าจะดูแลตระกองกอดกันตราบสิ้นลมหายใจ มาเป็นแก่นแกนของเรื่อง (ทำให้ความรักทั้งเรื่องระหว่างนาคกับมาก มีแต่การกอดกันจริงๆ) ทำให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างทางเต็มไปด้วยความโหยหา ความแค้นของแม่นาค ที่มีคนมาพรากสามีอันเป็นที่รักของนางไป (มีสองสาวที่ "ซวย" เพราะความแค้นของแม่นาค) นั่นหมายความว่า เมื่อทีมเขียนบทตั้งใจสร้างเรื่องราวโดยนำประเด็นความรักแบบจองเวรจองกรรมของแม่นาคมานำเสนอ ก็เท่ากับว่ามิติตัวละครของแม่นาคไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลย อีกทั้งละครเวทีก็ไม่ได้เล่าภูมิหลังชีวิตของแม่นาคแม้แต่น้อย (ฉากแรกเปิดมาเป็นงานลอยกระทงรื่นเริง สารที่ต้องการจะบอกในฉากนี้คือ นาคและมากรักกันมาก แล้วยายปริกก็มาด่านาคว่าเป็นตัวกาลกิณีนำความซวยมาให้หมู่บ้าน) ทำให้คนดูไม่รู้สึกเห็นใจในชะตากรรมของแม่นาคเท่าไหร่นัก อีกทั้งการเทน้ำหนักไปที่ชาวบ้านมากจนเกินพอดี และใช้เวลาไปกับการเล่าเรื่องในสิ่งที่ไม่ควรเล่ามากจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการเล่าความเฮี้ยนของแม่นาคหลังจากที่เธอตายท้องกลม การไปพิสูจน์ผีที่บ้านแม่นาค กลวิธีการวิ่งหนีผีของชาวบ้านที่ลงท้ายด้วยเพลง "มุดตุ่ม" ซึ่งแต่ละฉากถูกเขียนขึ้นมาเพื่อรองรับความอลังการของเทคนิคต่างๆที่ละครต้องการนำเสนอทั้งสิ้น ทำให้ในแต่ละฉากไม่มีความเกี่ยวเนื่องกัน เหมือนเล่าเรื่องจบในตอนเสียมากกว่า
และเมื่อเน้นไปที่เรื่องราวของชาวบ้านและการสร้างสถานการณ์เพื่อสร้างเสียงหัวเราะในแบบฉบับของละคร
ซิทคอมซีนาริโอ ทำให้โทนบรรยากาศความน่ากลัวถูกทำลายไปอย่างน่าเสียดาย คนดูจะรู้สึกถึงความกลัวและความตลกไปพร้อมๆกัน ไม่ต่างจากกลวิธีการเล่าเรื่องแบบหนังของต้อม ยุทธเลิศ อย่าง บุปผาราตรี เท่าไหร่นัก (หรือว่าเทรนด์ขำสยองกำลังมาแรงในขณะนี้) เพียงเท่านี้ การใช้สลิงห้อยหัว การเหาะโหนโจนทะยานของแม่นาคจึงกลายเป็นความตลกมากกว่าความน่ากลัวไปโดยไม่ตั้งใจ (คิดภาพหญิงไทยโบราณเหาะได้แบบหนังจีนกำลังภายใน ก็น่าจะขำแล้ว)
นอกจากนี้ ยังมีความลักลั่นในแง่ของยุคสมัย ที่คนดูไม่รู้สึกถึงความเป็นไทยโบราณแม้แต่น้อย อีกทั้งการใช้ ภาพตัวแทน (Representation) ในการสร้างมโนทัศน์ความเป็นไทยให้กับคนดู ด้วยเครื่องแต่งกาย ประเพณีลอยกระทง กลวิธีการวิ่งหนีผี และอีกมากมายแสดงถึงความเป็นไทยออกมา แต่กลับส่งผลลัพธ์ให้กับคนดูให้รู้สึกว่าตัวเองกำลังดูละครเวทีที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความร่วมสมัยอยู่ ความบกพร่องตรงนี้อาจทำความเข้าใจได้ว่า มันคือวิธีการสร้างความความคุ้นเคยให้กับคนดูได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นเรื่องความลุ่มลึกของประเพณีวัฒนธรรมไทย หรือความสมจริงของอดีตอาจจะต้องมองข้ามไปบ้าง เพราะคนรุ่นใหม่มักจะไม่คุ้นชินกับรากเหง้าของตัวเองกันเท่าไหร่ เนื้อหาและเรื่องราวจึงต้องเป็นอะไรที่ดูง่าย ย่อยง่าย และจะได้เกิดอารมณ์ร่วมเต็มที่ไปกับสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็กต์อันตื่นตะลึงที่คุณบอยประเคนมาให้ถึงที่
ความลักลั่นว่าด้วยกลิ่นความเป็นไทยที่เห็นเด่นชัดและเป็นประเด็นหลักในวงสนทนาของเพื่อนผอง คือฉากที่พ่อมากร้องเพลง "ต่างคนต่างไป" ซึ่งเป็นเพลงที่สร้างความคลี่คลายให้กับเรื่อง หากมองในแง่ของการสร้างระยะห่างให้กับคนดูตามทฤษฎีของนักการละครอย่าง เบรโทรล์ เบรชท์ เพลงนี้ถือว่าสอบผ่าน เพราะมันทำให้คนดูที่อาจจะกำลังอินกับความรักและความแค้นของแม่นาคต้องหลุดออกจากภวังค์ได้จริงๆ และรู้สึกว่าตัวเองกำลังดูละครเวทีอยู่ เพราะดนตรีของเพลงนี้มันช่างร็อคได้ใจ และไม่สอดคล้องกับโทนบรรยากาศแบบไทยๆของเรื่องเลย แม้ว่าจะมีเสียงขลุ่ยที่สร้างความเป็นไทยในช่วงท้ายๆของเพลงบ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้กับละครแม้แต่น้อย (แต่คิดว่าคุณบอยกับคุณเบรชท์นี่ น่าจะมีทัศนะการทำละครที่แตกต่างกัน)
การพูดคุยถกเถียงของหมู่เพื่อนหลังจากดูละครจบเป็นไปอย่างเมามัน มีเพียงพุดดิ้ง ที่พยายามสงบปากสงบคำ เพราะเธอเชื่อว่าละครเรื่องนี้ให้ความสุขสำราญกับเธอได้อย่างคุ้มค่าแล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง งานศิลปะเมื่อออกสู่สายตาผู้เสพแล้ว ความคิดเห็นต่างๆย่อมเป็นไปตามความรู้สึกและรสนิยมของแต่ละคน
"แกๆ ในใบคอมเม้นท์ละครของคุณบอยมันไม่มี Bad อ่ะ มีแต่ Not Bad แล้วก็ Poor" วิริยาบอกกับเพื่อนๆ "แต่ชั้นมองไม่เห็นคำว่า Poor เลยติ๊กที่ Not Bad ไปแล้ว"
"อืมๆ ช่างมันเถอะ Not Bad ก็โอเคแล้วล่ะ" ธุวเดช เพื่อนร่วมเสพสื่ออีกคนพูดขึ้นมา
"แต่ชั้นขีดฆ่าคำว่า Not ให้กลายเป็น Bad ไปเลยอ่ะ" วิริยาพูดถึงมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะเดินไปยื่นให้พนักงานหน้าโรงละคร
โดยที่ไม่รู้เลยว่า พุดดิ้ง กำลังนับหนึ่งถึงสิบอยู่ในใจเพื่อระงับความโกรธของตัวเอง