ถึงเวลาที่ต้องเคาะสนิมความขี้เกียจของตัวเอง และเริ่มต้นฝึกการเขียนอีกครั้ง...

ช่วงนี้ชีวิตดูค่อนข้างราบเรียบเหมือนทะเลที่มีคลื่นสงบ ไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่เข้ามาในชีวิตมากมายนัก ซึ่งใจเองก็หวังว่าจะมีความหวือหวา ฟู่ฟ่า วิลิศมาหรา เข้ามาบ้่าง แต่อีกใจหนึ่ง ก็กลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะเราไม่รู้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะตามมา มันดีหรือร้าย

อีก 15 นาที ก็จะเป็นเวลาบ่้าย 4 โมง นั่งจมจ่อมอยู่กับเก้่าอี้สำนักงาน สายตามองคอมพิวเตอร์ไม่ลดละ ใจหนึ่งก็อยากจะปิดคอม แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นโรคเสพติดการสื่อสารเสียแล้ว เพราะระหว่างที่ทำงาน ก็มักจะไปกด refresh หน้า facebook ทุกๆ 3 นาที ว่ามีความเคลื่อนไหวใดๆ เพิ่มเ้ติมหรือเปล่า ถ้าอยากเลิกอาการนี้ คงต้องใช้เวลาในการบำบัดนานพอดู

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ข้าพเจ้าไปเที่ยว ปางอุ๋ง ปาย ที่จ. แม่ฮ่องสอนมา การออกเดินทางในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการหลีกหนีกิจวัตรประจำวันอันซ้ำซากของชีวิตเมืองหลวง และออกไปพบเจอกับต้นไม้ สานธาร และภูเขาบ้าง และอีกกิจกรรมหนึ่งที่ข้าพเจ้าเริ่มต้นทำอย่างไม่จริงจังนัก คือการหัดเป็นตากล้องถ่ายภาพดูสักครั้ง 

เมื่อไปถึงปางอุ๋ง ทัศนียภาพงดงาม มีทิวทัศน์ ทิวสน ทิวเขา (แต่ไม่มีทิวลิป) รายล้อม สวยงามไม่หยอก เดินเล่นถ่ายภาพตามอำเภอใจ เป็นช่วงเวลาที่นิ่งและว่างอย่างประหลาด

 

 

 

 

ออกเดินทางไปตามหมู่บ้่านของคนพื้นถิ่น ซึ่งเป็นที่อาศัยของชาวดอย กิจการเปิดโฮมเสตย์ เกสต์เฮ้าส์ ผุดขึ้นมาราวผักตบชวากลางคลอง (พยายามเลี่ยงคำว่าดอกเห็ด เพราะใช้กันเกร่อแล้ว) ความเจริญเข้ามาพร้อมกับวิถีชีวิตของคนเมืองที่สร้างภาพความสวยงามของธรรมชาติไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เพียงแต่คนเมืองส่วนใหญ่พกความสะดวกสบายจากในเมืิองมาด้วย ดังนั้น พวกเขามักไม่ค่อยทำตาหลิ่วกันหรอก แต่จะสอนคนในพื้นถิ่นให้ทำตาหลิ่วตาม แล้วทุกอย่่างจะดีขึ้น ปางอุ๋งกับปาย ในปัจจุบัน จึงกลายสภาพเป็นเมืองในอุดมคติที่เหล่าชนชั้นกลางอันพอมีพอกิน ใฝ่ฝันอยากจะไปสักครั้ง และกลับมาด้วยภาพถ่ายที่ถ่ายคู่กับป้าย หลักกิโล หรืออะไรก็ตามแต่ที่จะยืนยันได้ว่า "ผม/ชั้น/กู/เรา เคยมาเหยี่ยบย่ำที่นี่มาแล้ว" 

 

 

ข้าพเจ้าก็คงไม่อาจผลักตัวเองให้ออกจากกลุ่มคนที่ว่าแต่อย่างใด เราถูกสังคมสอนให้รู้จักระบบวิธีคิดที่แตกต่างไปจากพวกเขา ความคิดเห็นต่างๆ ของข้าพเจ้าจึงล้วนอยู่ในกรอบที่ข้าพเจ้าถูกสั่งสอนมา แต่ถึงอย่างไร สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากการไปทริปตามล่าหานางไม่ในครั้งนี้คือ การได้เปิดมุมมองของตัวเองที่กว้างขึ้น อย่างน้อยที่สุด ข้าพเจ้าก็ได้เห็นว่า บนโลกที่หมุนไปทุกๆวันนั้น ย่อมมีคนอาศัยอยู่ทุกหลืบมุมของโลก อาจจะเป็นบริกรที่เสิร์ฟอาหารให้เราในร้านอาหารจีนยูนาน อาจจะเป็นเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ที่เราเข้าไปพัก อาจจะเป็นเด็กหนุ่มที่ขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านหน้าเราเมื่อตอนขึ้นเขา อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้เรา ทุกคนต่างมีชีวิตและทำหน้าที่ของตัวเอง จริงอย่างที่เขาว่า การเิดินทางย่อมสร้างมิติมุมมองใหม่ให้กับเราเสมอ และจะทำให้เราคิดได้ว่า ท้ายสุดแล้ว เราต่างเป็นแค่จุดเล็กๆ ของสังคมโลกที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโลกไปในแต่ละวัน เราอาจจะคิดฝันที่จะเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบได้ หรือเราอาจจะคิดแค่ใช้ชีวิตให้มีความสุขในแต่ละวัน เพราะอย่างน้อย ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ ชีวิตที่เหลือก็ยังคงดำเนินชีวิตต่อไป นี่คือสัจธรรม นี่คือความจริง

 

ออกเดินทาง เรียนรู้ชีวิต มองโลกอย่างเข้าใจ ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด มีความสุขในทุกๆวัน 

และต้องไม่ลืมว่า เราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต... 

 

Comment

Comment:

Tweet

เคยไปเมื่อหลายปีก่อนครับแล้วก็ได้เขียนอะไรหลายๆอย่างกลับมาเหมือนกันครับตอนตระหนักอะไรได้บางอย่างที่นั่น

ความสงบทำให้เราคิดอะไรได้เยอะเลยbig smile

#2 By Seam - C on 2009-10-31 10:57

ธรรมชาติมากๆครับ

อยากไปเที่ยวแบบนี้จังเลย

#1 By club-hi5 on 2009-10-30 18:35