สื่อวอนสอนผู้ใหญ่

posted on 14 Mar 2010 15:01 by dewdogdag

เป็นเรื่องที่ชวนคิดไม่น้อยว่า ทุกวันนี้เรามีสื่อประเภทภาพยนตร์ หนังสือ หรือเพลง ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตมากน้อยแค่ไหน หากตอบกันตามความเป็นจริงแล้ว ในบ้านเราแทบจะไม่มีสื่อประเภทนี้ออกมาให้เห็นกันเท่าไร จะมีบ้างก็เป็นโฆษณาประเภทรณรงค์ต่อต้านการทุจริตขายเสียงขายสิทธิ์เหมือนขายชีวิตขายชาติที่โปรโมตแบบโหมกระหน่ำในช่วงเทศกาลเลือกตั้ง สาเหตุที่เมืองไทยไม่ค่อยมีสื่อประเภทนี้ออกมามากนักอาจจะเป็นเพราะเรื่องการทุจริตคงไม่ถูกจริตคนไทย หรือในอีกมุมหนึ่ง บางทีผู้ผลิตอาจมองว่าเรื่องการทุจริตเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและไม่ควรที่จะทำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่งเพลง เขียนหนังสือ เพราะอาจจะไม่ปลอดภัยกับสวัสดิภาพของตนเองก็เป็นได้ แต่สำหรับในดินแดนแห่งอิสรเสรีภาพอย่างอเมริกา ภาพยนตร์ประเภทเปิดโปงตีแผ่การคอร์รัปชั่นในแวดวงองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วงการตำรวจ วงการบันเทิง วงการยา วงการธุรกิจสาธารณูปโภค และอื่นๆ จิปาถะ มีให้ดูกันอยู่เรื่อยๆ อันเป็นการกระตุ้นเตือนให้คนดูได้ตระหนักอีกทั้งยังสร้างความบันเทิงได้อีกด้วย และนี่คือภาพยนตร์ 5 เรื่องที่ว่าด้วยเรื่องการทุจริตที่เราอยากจะนำเสนอให้ผู้อ่านได้รู้จักกัน


Quiz Show (1994)

การทุจริตเกิดขึ้นในทุกๆวงการ ไม่เว้นแม้วงการโทรทัศน์ Quiz Show เปิดโปงเรื่องราวหลังกล้องของรายการเกมโชว์ที่มีคนดูมากที่สุดของในอเมริกายุค 50 ชาร์ล แวน โดเรน เป็นแชมป์หลายสมัยของเกมโชว์รายการหนึ่ง ด้วยบุคลิกและความชาญฉลาดทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของอเมริกันชนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เรตติ้งของรายการพุ่งกระฉูด ส่วนโดเรนเองก็ได้ลงปกนิตยสารชื่อดัง และกลายเป็นผู้นำทางความคิดให้กับคนที่หลงใหลได้ปลื้ม โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่ารายการนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังการทุจริตอันสกปรกอยู่ ทำให้นักสืบ ริชาร์ด กู้ดวิน ลงมาตรวจสอบความใสสะอาดของเกมโชว์นี้ด้วยตัวเอง และพบว่าสิ่งที่เห็นหน้ากล้องกลับไม่เป็นไปตามที่เห็น นับเป็นเรื่องราวการทุจริตในวงการทีวีมะกันที่อื้อฉาวและสั่นคลอนความเชื่อของอเมริกันชนในยุคนั้นอย่างมาก

ไม่แน่ใจว่าจะมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในแวดวงโทรทัศน์ไทยบ้านเราบ้างหรือเปล่า หรือถ้ามี แล้วใครจะลุกขึ้นมาเปิดโปง...


Erin Brockovich (2000)

สร้างจากเรื่องจริงว่าด้วยหญิงแกร่งนาม อีริน บร็อกโควิช หม้ายลูกติดที่ต้องใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ ด้วยความห้าวหาญไม่เกรงกลัวใคร เธอจึงตัดสินใจสมัครงานเป็นผู้ช่วยทนายความในสำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่ง แต่เมื่อเธอได้เห็นแฟ้มการร้องเรียนของชาวบ้านต่อโรงงานผลิตน้ำยักษ์ใหญ่ที่มีสารปนเปื้อนในน้ำจนทำให้คนในละแวกนั้นเป็นโรคกันเป็นทิวแถว อีรินไม่รอช้าที่จะเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการฟ้องร้องโรงงานนี้ด้วยตนเอง ซึ่งแน่นอนว่ามันจะต้องพัวพันกับเรื่องการทุจริตติดสินบนต่างๆ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของโรงงาน แต่มีหรือที่ผู้หญิงอย่างอีริน จะสยบยอมกับอำนาจอันไม่ชอบธรรมเหล่านี้ง่ายๆ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ นำเสนอชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามงัดข้อกับความไม่ชอบธรรมเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้เคราะห์ร้ายที่ตกเป็นเหยื่อจากความมักง่ายของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าความตั้งใจของเธอนั้นทำให้เธอชนะคดีและทางโรงงานต้องจ่ายเงินทดแทนเป็นจำนวนถึง 333 ล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นคดีที่สามารถเรียกร้องเงินค่าเสียหายได้สูงมากเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว

The Constant Gardener (2005)

แม้ว่าเรื่องราวระดับผิวๆ จะเล่าถึงสามีที่ออกเดินทางข้ามทวีปเพื่อค้นหาความจริงที่เขาไม่เคยรู้เกี่ยวกับชีวิตของภรรยาผู้ล่วงลับ และเมื่อได้ค้นพบ เขากลับได้เรียนรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคนที่เขารักเลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อมองลงไปในระดับลึกมากขึ้น คนดูก็จะได้เห็นการเอาเปรียบของบริษัทยาที่แจกจ่ายยาให้กับคนยากจนข้นแค้นในแอฟริกา ซึ่งมีอัตราการติดโรคระบาดสูง รวมไปถึงภาวะสุขอนามัยของพลเมืองอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก พวกนายทุนจึงอาศัยช่องทางนี้ให้คนกลายเป็นหนูทดลองยาตัวใหม่เสียเลย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเงินมหาศาลไปกับการทดลองวิจัยยา หรือหากเกิดผลข้างเคียงเป็นอันตรายถึงชีวิต ก็คงไม่มีใครลุกขึ้นมาต่อสู้อยู่ดี ทำให้ เทสซ่า นักเคลื่อนไหวทางสังคม ตัดสินใจลงพื้นที่ในแอฟริกาเพื่อที่จะเปิดโปงความจริงอันเลวร้ายนี้ แต่เมื่อเธอยิ่งรู้ความจริงมากเท่าไหร่ อันตรายก็เข้าใกล้มากขึ้นเท่านั้น จนทำให้เธอถูกฆาตกรรมอย่างเหี้ยมโหดนั่นเอง

นี่คือหนังที่สะท้อนสภาพสังคมโลกที่บูชาเงินประหนึ่งพระเจ้า การฉ้อฉล และการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้อย่างถึงแก่นรากอีกเรื่องหนึ่ง

Michael Clayton (2007)

เรื่องราวการเปิดโปงการทุจริตยังคงมีการสร้างออกมาเป็นภาพยนตร์อยู่เรื่อยๆ หนึ่งในนั้นมีภาพยนตร์ชั้นดีเรื่อง Michael Clayton พูดถึง ไมเคิล เคลย์ตั้น ทนายความที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลคดีของอาร์เธอร์ ทนายความอีกคนที่พยายามเปิดโปงองค์กรยูนอร์ธ ซึ่งเป็นองค์กรที่ผลิตผลผลิตทางเกษตรแปรรูป ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วมีอันตรายต่อผู้บริโภค แต่ทางองค์กรเลือกที่จะปกปิดความลับนี้ไว้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง และเมื่ออาร์เธอร์เกิดสติแตก ทำให้เขาไม่สามารถดูแลคดีนี้ต่อไปได้ จึงเป็นหน้าที่ของไมเคิลที่จะต้องจัดการกับปัญหาการฉ้อฉลต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ให้ได้

แม้ว่าภาพยนตร์จะมีการใส่เหตุการณ์ที่สร้างความตื่นเต้น กดดัน และเป็นไปตามสูตรสำเร็จแบบฮอลลีวู้ด แต่สิ่งที่น่าขบคิดคือ ปัญหาเรื่องการทุจริตและไม่เปิดเผยข้อมูลขององค์กร ซ้ำยังเอาเปรียบผู้บริโภค ยังคงมีให้เห็นในทุกหย่อมของสังคม ตราบใดที่ผู้มีอำนาจยังไม่มีจิตสำนึกความผิดชอบชั่วดี ปัญหานี้ก็จะยังไม่หมดไปแน่นอน

Frost/Nixon (2008)

ย้อนเวลากลับไปในช่วงยุคต้น 70 เกิดคดีความที่สั่นคลอนระบอบการเมืองของอเมริกามากที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ผู้ที่ได้ชื่อว่าทำประโยชน์ต่อชาติอเมริกามากที่สุด กลับใช้วิธีสกปรกเพื่อให้ตนเองชนะเลือกตั้ง ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น บิดเบือนซุกซ่อนข้อมูล และใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นเพื่อให้ตนเองพ้นผิด และเมื่อคดีแดงขึ้น คดีนี้จึงกลายเป็นแผลใจของอเมริกันชนที่กาลเวลาก็ไม่อาจเยียวยา หรือที่เราเรียกกันจนติดหูว่า คดีวอเตอร์เกต นั่นเอง

Frost/Nixon ถ่ายทอดเรื่องราวหลังจากที่นิกสันหลุดจากเก้าอี้ประธานาธิบดี เขาได้รับการติดต่อจากรายการโทรทัศน์ของประเทศอังกฤษให้พูดถึงกระบวนการทำงานสมัยที่ดำรงตำแหน่งและเรื่องอื้อฉาวคดีวอเตอร์เกตในตอนนั้น นิกสันคิดว่านี่คือโอกาสที่เขาจะได้แก้ต่างให้กับตัวเองและทำให้คนอเมริกันกลับมารักเขาอีกครั้ง โดยเขาเลือก เดวิด ฟรอสต์ พิธีกรภาพลักษณ์สบายๆ มาสัมภาษณ์เขา เพราะคิดว่าเดวิดเองคงไร้พิษสงและเปิดโอกาสให้เขาได้พูดเต็มที่ แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเริ่มการบันทึกเทป การชิงไหวชิงพริบและการปะทะกันทางคำพูดโดยมีเรื่องของการกอบกู้ชื่อเสียงเป็นเดิมพันจึงเริ่มต้นขึ้น
ภาพยนตร์ให้ความบันเทิงในระดับลุ่มลึกคนดูจะได้รู้เรื่องราวการทุจริตคดีวอเตอร์เกต และการพยายามสร้างความเชื่อมั่นของคนแก่คนหนึ่งให้กลับมาเป็นขวัญใจของอเมริกันชนอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าอาจจะสายเกินไป เพราะความผิดมหันต์ที่เขาเคยทำไว้นั้น ยากที่จะลืมเลือน...

ภาพยนตร์ที่กล่าวถึงไปนั้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นของผู้ใหญ่ เป้าประสงค์ของภาพยนตร์ล้วนแล้วแต่กระตุ้นจิตสำนึกของผู้ใหญ่ทั้งสิ้น แต่ก็น่าสังเกตอีกเช่นกันว่า กลับไม่ค่อยมีสื่อต่อต้านการทุจริตที่เจาะกลุ่มเป้าหมายไปที่กลุ่มเยาวชนโดยตรง ข้อสังเกตนี้พอจะเข้าใจได้ว่า เป็นเพราะมุมมองของผู้ใหญ่มองว่าเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้นทำกันเฉพาะในหมู่ผู้ใหญ่ เด็กๆ ไม่น่าจะเข้าใจในเรื่องพวกนี้หรือพวกเขาไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผลประโยชน์แต่อย่างใด ซึ่งบางทีเราอาจจะต้องกลับมุมมองมาคิดกันเสียใหม่ว่า บางทีเยาวชนอาจจะต้องได้รับการปลูกฝังเรื่องการไม่ทุจริตเสียตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตมากมายเกิดขึ้นในสังคมไทยอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ใหญ่จนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา และเมื่อเยาวชนเหล่านี้ เติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต พวกเขาก็จะทำตามสิ่งที่คนรุ่นก่อนทำกันมา และจะเข้าสู่วงจรนี้เป็นงูกินหาง และการขจัดปัญหาการทุจริตให้หมดไปจากสังคมก็จะกลายเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ ที่ไม่มีทางจะเป็นจริง
ดูเหมือนว่ามูลนิธิ Child Friendly จะเข้าใจแนวความคิดนี้ดี จึงปล่อยแคมเปญรณรงค์ภายใต้ชื่อ Children see Children do หรือแปลเป็นไทยว่า เด็กเห็น เด็กทำตาม โดยประเทศออสเตรเลียได้ผลิตภาพยนตร์โฆษณาออกมา โดยเนื้อหาจะกล่าวถึงพฤติกรรมแย่ๆ ของผู้ใหญ่ที่แสดงออกมาในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ระดับเบาๆ อย่างการตะโกนใส่กัน ไปจนระดับรุนแรงถึงขั้นทำร้ายร่างกาย ซึ่งขณะที่ผู้ใหญ่แสดงกิริยาเหล่านี้ เด็กที่เดินตามก็จะเลียนแบบสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำด้วย แม้มูลนิธินี้จะไม่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านทุจริต แต่ก็สามารถกระตุ้นเตือนให้ผู้ใหญ่ได้คิดและรู้จักทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ บ้างนั่นเอง (ท่านผู้อ่านสามารถดูสปอตโฆษณาชุดนี้ได้โดยเข้าไปที่ www.youtube.com แล้วค้นหาคำว่า children see children do)
เรื่องการขอร้องวิงวอนเว้าวอนอ้อนวอนผู้ใหญ่ให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนนั้น เมืองไทยเราก็ไม่ได้น้อยหน้าประเทศอื่นสักเท่าไรนัก ในอดีตบางท่านคงเคยได้ฟังบทเพลงที่คุณ เรวัติ พุทธินันท์ ศิลปินสร้างสรรค์งานเพลงผู้ล่วงลับก็เคยเขียนบทเพลงสอนผู้ใหญ่ไว้เหมือนกันกับเพลงที่มีชื่อเรียบง่ายว่า “บทเพลงเพื่อเด็ก” แต่หากพิจารณาจากเนื้อร้องแล้ว น่าจะเปลี่ยนเป็น “บทเพลงเพื่อผู้ใหญ่” คงจะเหมาะกว่า 

ในใจ ผู้ใหญ่รู้ว่าเด็กนั้นต้องเติบโตพร้อมฟันฝ่า
เวลา ผู้ใหญ่เตือน ผู้ใหญ่สอนและอบรมหรือทำสิ่งใด

เด็กเรียนรู้ตั้งแต่ตัวน้อย เด็กจะคล้อยไปตามผู้ใหญ่
รู้อะไร เพราะผู้ใหญ่ชี้นำ

เด็ก จะดีเพียงใดนั้น รู้ๆกันอยู่ที่ใคร
ที่จะ คอยดูแลเขา ขอให้เราอย่าละเลย ช่วยกัน
ทำตัวให้ เด็กรู้ ให้เด็กเห็น ให้เด็กตาม ย้ำในสิ่งที่ดี

จากสื่อสร้างสรรค์ที่ยกอ้างมาเล่าสู่กันฟังนี้ เห็นได้ว่าทั้งหมดเป็นเป็นสื่อที่ทำหน้าที่กระตุ้นเตือนผู้ใหญ่ของบ้านเมืองมากเสียกว่าเด็กๆ เสียอีก จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วงเลยที่เยาวชนไทยจะมีโอกาสได้เสพสื่อจินตคดีที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านทุจริตไม่บ่อยครั้งนัก เพราะถึงแม้ว่าจะมีการผลิตสื่อเหล่านี้ออกมามากแค่ไหน แต่คงไร้ความหมาย...

หากผู้ใหญ่เองไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพวกเขาเสียก่อน

Comment

Comment:

Tweet

สวัสดีวันปีใหม่ไทยค่ะ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ

#3 By anonymous108 on 2010-04-13 17:53

ขอบคุณที่ติดตามอ่านเรื่อยๆ นะครับ ผมนึกว่าบล็อกผมไม่มีใครอ่านเสียแล้ว confused smile

#2 By Dewdogdag (58.8.90.47) on 2010-03-18 22:33

จากที่อ่านมา น่าสังเกตอีกอย่างนึงว่าหนังแนวนี้มักเป็นหนังล่ารางวัลในอเมริกา หรือว่ามันเป็นการบอกอะไรบางอย่างกับเรา? ยิ่งเมื่อมาเทียบกับในไทยแล้วที่ไม่มีหนังแบบนี้เลย ยิ่งเห็นภาพใหญ่มากขึ้นอีก

Hot! big smile

#1 By Seam - C on 2010-03-15 10:58