ขายหนังสือ

ได้รับภารกิจให้นั่งเฝ้าบูทขายหนังสือของสำนักพิมพ์ในงาน a book fair เป็นเวลา 4 วันเต็มๆ ที่ เอสพลานาด รัชดา ซึ่งทาง อะ เดย์ รับหน้าเสื่อในการจัดงานกับคอนเซ็ปท์ที่มีชื่อว่า Share (แบ่งปันกันเถิด จะเกิดผล)

นี่คือการเฝ้าบูทขายหนังสือในงานนี้เป็นครั้งแีีรก (ก่อนหน้านี้เคยขายมาแล้วในงานสัปดาห์หนัีงสือเมื่อ 3-4 ปีก่อน อารมณ์และบรรยากาศของงานนั้นย่อมแตกต่างกัน เพราะที่ศูนย์สิริกิติ์ คนที่ไปนั้นต้องการมาซื้อหนังสือจริงๆ ส่วนที่ เอสพลานาดจะปะปนไปทั้งคนที่ตั้งใจมางานและบังเอิญผ่านมา) 

ฉันมาเดินทางมาเปิดบูทตั้งแต่ 10 โมง นั่งทน นั่งนาน (อาจจะมียืนบ้าง แต่ไม่นาน) เฝ้าดูนักอ่านที่แวะเวียนมาดู มาเปิดหนังสือ มองนั่นมองนี่ หยิบไปจ่ายเงิน ฯลฯ ด้วยความอิ่มเอมใจ ไม่รู้เป็นโรคอะไร เวลาได้เห็นคนมาซื้อหนังสือ มันจะมีความรู้สึกเปรมปรีดิ์ ที่ได้เห็นคนอ่านหนังสือ อยากจะยิ้มให้คนที่แวะเวียนผ่านมา แต่ก็ได้่แค่ยิ้มในใจ เพราะถ้ายิ้มมากไป กลัวคนจะหาว่าบ้า อยากจะแนะนำหนังสือก็กลัวเธอรำคาญ ก็เลยขอนั่งนิ่งๆ เธอยิ้ม ฉันยิ้มให้่ เธอถามมา เราตอบไปด้วยความยินดีเสียมากกว่า 

สปอนเซอร์ใหญ่ในงานคือ กระทิงแดง ไม่น่าแปลกใจเลยที่ฉันจะโดนสโลแกน "เป้าหมายมีไว้พุ่งชน" กรอกหูทุกวี่ทุกวัน จนฉันถึงขั้นเก็บไปฝันว่าตัวเองกำลังเป็นผู้นำทางความคิดและบอกกับเหล่าสาวกที่นั่งฟังอยู่ในห้องประชุมขนาดใหญ่ว่า "เป้าหมายมีไว้ให้พุ่งอม...อมเลย!!" จากนั้นสาวกก็ร้องเฮ พร้อมควักอมยิ้มขึ้นมาอมกันอย่างตั้งอกตั้งใจ

------------------------------------------

นิฮงมารู?

มองไปข้างหน้า มีซุ้มของโครงการ กยทม (กองทุนกู้ยืมเพื่อทำหนังสือทำมือทำนองนี้) มีหนังสือจำนวน 11 ปก ที่ได้ทุนมาทำเป็นหนังสือ ก่อนที่จะให้คนที่ซื้อหนังสือในงานนำสติ๊กเกอร์จากการซื้อหนังสือมาแปะเชียร์หนังสือทำมือที่ตัวเองชื่นชอบ ถ้าเล่มไหนมีสติ๊กเกอร์มากที่สุด 3 เล่ม ก็จะได้นำไปตีพิมพ์จริง 

วันแรกของงาน ฉันงงกับซุ้มนี้มาก เพราะยังไม่มีใครอธิบายว่ามันคืออะไร แต่ก็ไม่ได้มีสัญชาตญาณนักข่าวมากพอที่จะไปค้นหาความจริง จนเมื่อมีน้องนักศึกษาคนหนึ่งเดินเข้ามาถามฉัีนว่้า 

"มีนิฮงมารูนไหมคะ"

"อะไรวะ นิฮงมารู รูไหนวะ" ฉันคิดในใจ เลยตั้งสติ นิฮง ญี่ปุ่น มารู...ญี่ปุ่นมารู...ไทย ไดมารู สงสัยน้องเค้าคงเห็นสีหน้าอันฉงนสงสัยของฉันและคิดได้ว่าถ้าถามมันกูคงไม่ได้หนังสือจึงพูดขอบคุณแบบขอไปที 

นิฮงมารูยังคงอยู่ในหัวของฉัน กว่าที่จะได้รู้ว่ามันคือชื่อหนังสือทำมือที่เข้าประกวดก็เมื่อมีกิจกรรมบนเวที และมีพิธีกรอย่าง ดีเจบาส และ พี่บิ๊ก ภูมิชาย ขึ้นมาแนะนำโครงการแล้ว...ผ่าง!!!

และยิ่งไปกว่านั้น มันคือหนังสือทำมือชื่อว่า "นิฮงมารูน" ของคุณแชมป์ webmaster ของ exteen ที่ฉันกำลังขอพื้นที่สัมปทานจากเขามาใช้เขียนเล่าเรื่องอยู่...ผ่าง!!! ผ่าง!!!

----------------------------------

นักวาดภาพมือหนึ่ง

ได้ฟังเหล่าคนทำหนังสือทำมืออกมาพรีเซ้นท์งานเขียนของตัวเองแล้ว ก็เกิดแรงบันดาลใจอยากมีหนังสือของตัวเองมั่ง แต่ความคิดก็หยุดลงปั๊บ หมุบหมับๆ เขาจับเขาจี๋ อันเนื่องมาจากหนังสือทำมือส่วนใหญ่ที่เข้ารอบนั้น ที่ได้รัีบความนิยมเป็นพิเศษจะเป็นหนังสือแนววาดการ์ตูน วาดภาพประกอบ หรือแนวท่องเที่ยว ผจญภัย สาเหตุต้องหยุดความคิดกระทันหันคือ ฉันวาดรูปไม่เป็น เป็นปมอับจนของชีวิตมากๆ ย้อนกลับไปเมื่อตอนป.4 ครูสอนศิลปะให้วาดภาพเหมือนคนด้วยสีน้ำโดยต้องแนบรูปต้นแบบมาด้วย ด้วยความรักแม่ ฉันจึงหยิบถ่ายข้าราชการหน้าตรงของแม่มาวาดด้วยความสุขใจ และภูมิใจในงานของตัวเองมาก เมื่อถึงเวลาส่งงาน คุณครูเปิดสมุดวาดเขียน มองอย่างพิจารณาถ้วนถี่ ก่อนที่จะให้คะแนน 5 เต็ม 10 พร้อมเปรยขึ้นมาว่า

"5 คะแนน สำหรับค่าสีค่ากระดาษ"

ปวดใจ ปวดจิต ปวดตับ นับตั้งแต่นั้น ฉันปิดประตูวิชาศิลปะ ลงกลอนไว้อย่างดี

โอเค...ไม่เป็นไร เขียนให้เก่งไว้ก่อน เดี๋ยวให้เพื่อนวาดภาพประกอบให้ก็ได้วะ

-------------------------------------------------------

เทรนด์ เอเชีย ดูมาแรงมากๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่น

ทั้ง นิฮงมารูน, สิ่งแปลกปลอมในโตเกียว, ปลาดิบแดดเดียว, โตเกียวกุ๊กกิ้กช็อป หรือแม้แต่หนังสือของสำนักพิมพ์ที่ฉันขายอย่าง โตเกียว Backpack, โตเกียวมิยาเงะ, โตเกียวทาบิจิ, เที่ยวคันไซด้วยบัตรทรูพาส, Good Morning Tokyo  

งานเสวนาก็มีการพูดคุยกันเรื่องญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ฉันเองก็ยังไม่เคยได้ไปสักครั้ง แต่ดูเหมืือนว่าญี่ปุ่นมันคงมีมุมมองต่างๆ ที่น่าสนใจมาก จนทุกคนที่ไปสามารถหาคอนเซ็ปท์และเขียนได้เป็นเล่มๆ และออกมามากมายจริงๆ แต่สิ่งที่น่าคิดต่อไปคือ ตอนนี้ญี่ปุ่นดูเป็นกระแสที่ใครๆ ก็อยากไป ยิ่งการที่งานได้นำเอาการเดินทางในญี่ปุ่นมายกเป็นหัวข้อในการเสวนาด้วยแล้ว และการเสวนาก็เต็มไปด้วยการเล่าเรื่องเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่น ที่ทั้งน่าสนใจและน่าหมั่นไส้ (อิจฉาเพราะอยากไป) ก็ยิ่งกระตุ้นต่อมอยากให้คนที่ไม่เคยไปได้ไปกันมากขึ้น และสิ่งที่ฉันได้คิดต่อมาว่า ดูเหมือนว่างานเขียนประเภทผจญภัยในประเทศต่างๆ หรือเมืองแปลกๆ แล้วนำประสบการณ์มาเล่าในรูปแบบไดอารี่ กำลังเป็นที่นิยม เพราะอาจจะเป็นเรื่องที่แปลกใหม่ น่าสนใจ และง่ายในการเขียน ใครสำนวนดีๆ โดนๆ ก็ได้รับความนิยมจากคนอ่านอย่างแน่นอน 

แต่ทางที่ดี ฉันเองก็อยากจะให้คนเขียนทำการบ้านด้วยการค้นคว้าหาข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับวัฒนธรรมของผู้คนในเมืองเอาไว้ด้วย มันคงจะลุ่มลึกกว่านี้ไม่น้อย...

--------------------------------------

มองไปรอบๆ ทุกคนมีความสุข

ฉันซื้อนิตยสาร อะเดย์ ตั้งแต่ยุคแรกๆ สมัยที่ นิตยสารออกใหม่ๆ จำได้ว่าตอนนั้นอยู่ม.ปลาย ใครที่ซื้ออะเดย์มาหนีบไว้นี่ โคตรเท่!!! และตอนนี้ก็ยังเก็บมาจนถึงปัจจุบัน (ฉันหูผึ่งทันทีที่ได้ยินคนคุยกันไกลๆ ว่า อะเดย์เล่มแรกตอนนี้มีมูลค่าถึง 1,700 บาทแล้วนะ! ฉันคิดอยู่ในหัวว่า กูซื้ออะเดย์เล่มแรกไว้หรือเปล่าว้าาาา เพราะจำได้ว่าเล่มแรกที่ซื้อคือเล่ม 5 หน้าปก มานะ มานี อยากรู้จังว่าปกนี้ราคาอยู่ที่เท่าไหร่แล้ว) จนฉันเลิกซื้อมันไปเมื่อตอนเข้ามาเรียนในกทม ฉบับสุดท้่ายที่ซื้อคือ หน้าปก PACMAN แล้วโปรยปกว่า Play!

มองกลับมาถึงวันนี้ฉันก็โตมากับหนังสือนิยมสุขอย่างอะเดย์มาไม่น้อย เคยมีความคิดประเภทมองโลกสวยงามตามอย่างอะเดย์มาก็นาน แต่เมื่อโตขึ้น โลกกว้างขึ้น รสนิยมในการอ่านก็หลากหลายขึ้น มองไปรอบๆ เห็นเด็กวัยรุ่นที่เข้ามาซื้อหนังสือ ดูคอนเสิร์ต ฟังพี่โหน่งพูดเรื่องเกี่ยวกับแรงบันดาลใจ ความฝัน ความมุ่งมั่น ฉันก็เคยผ่านช่วงเวลานั้นมาก่อนเหมือนกัน

เพียงแต่ตอนนี้ อาจจะเห็นความจริงมากขึ้นกว่าเดิมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป...

-----------------------------------------------

เธอยังตามหามัน

อย่างที่บอกไปแล้วว่้างาน a book fair เป็นงานที่จัดในห้าง จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีคนเดินเข้ามาเห็นและแวะถามถึงหนังสือที่เธออยากได้

"มีหนังสือเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไหมคะ" สาวใหญ่ท้องอ่อนๆ กระซิบถามเสียงนุ่มๆ

------------------------------------------------------------

"มีหนังสือสอนภาษาจีนไหมคะ" หญิงตาเฉี่ยวเดินเข้ามาถามฉันด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง

"ไม่มีครับ" ฉันตอบ

เธอชี้ไปที่หนังสือฮ่องกงกึ่งสำเร็จรูป "เล่มนั้นสอนภาษาจีนกวางตุ้งไหมคะ"

ฉันเหวอ!!!

---------------------------------------------

"มีหนังสือของพี่นิ้วกลมเล่มไหนบ้าง" เด็กวัยรุ่นหญิงดัดฟัน ถามฉันอย่างอารมณ์ดี

"เล่มนี้ครับ" ฉันชี้ไปที่หนังสทอชื่อ "ระยะทางอันห่างใกล้" 

เธอหยิบขึ้นมาทันที ดูท่าว่าเธอจะเป็นแฟนตัวยงของนิ้่วกลม ฉันจึงแนะนำ "เหตุผลของความรัก" อีกเล่ม

เล่มนี้แฟนนิ้วกลมเป็นคนเขียนและวาดรูปประกอบครับ

เธอเหวอ "พี่นิ้วกล่มมีแฟนแล้ว ไม่จริง!" ไม่รอช้า เธอหยิบหนังสือขึ้นมาดู หวานแหววเสียด้วย เธอดูสิๆๆ อิจฉาๆๆ เธอเรียกเพื่อนๆ ของเธอเข้ามาร่วมแจมด้วย

"ซื้อไปสิครับน้อง น่ารักดี" 

"ไม่ค่ะ หนูอิจฉา" เธอวางหนังสือเล่มนั้น และเดินจากไปพร้อมหนังสือระยะทางอันห่างใกล้

ฉันเหวอ!!

----------------------------------------- 

Comment

Comment:

Tweet

แล้วไปทำงานขายหนังสือได้ไงค่ะ
อยากรู้อ่ะ มีอะไรพอให้ติดต่อได้ไหทค้ะ

#4 By เสือ (125.25.44.208) on 2010-12-12 02:15

อ่านจบเหวอด้วยคนครับ 555

เสียดายไปได้ไปงาน

#3 By Seam - C on 2010-08-03 08:41

ไม่เคยเห็นชิงชิงอ่ะ

#2 By ดิว (58.8.94.123) on 2010-08-02 21:43

55555 น้องดัดฟัน D++++++

แต่เราก็อิจฉานิ้วกลมนะ เพราะชิงชิงน่ารัก เราชอบ ฮ่าๆ
วันที่ไปงานหนังสือของอมรินทร์ เราก็เจอเธอเดินอยู่ในงาน แอบลอบมองเป็นระยะๆ

ปล.เราก็เป็นเหมือนดิวนะ เวลามีลูกค้ามาซื้อหนังสือที่ร้าน จะรู้สึกดีใจ ทั้งดีใจที่คนอ่านหนังสือซื้อหนังสือ
แล้วก็ดีใจที่คนเขียน ได้เผยแพร่งานเขียนของเขา
ดีใจที่ตัวเองแนะนำหนังสือ แล้วลูกค้าตัดสินใจซื้อไป

big smile

#1 By daranee on 2010-08-02 19:17