MY WEEK WITH BIKRAM YOGA

posted on 16 Feb 2012 21:18 by dewdogdag

รู้สึกยินดีปรีดาที่กับการได้เห็นใครสักคนที่มีความเชื่อและมุ่งมั่นกับสิ่งที่ตัวเองรัก บ่มเพาะประสบการณ์ เดินตามเส้นทางนั้นอย่างแน่วแน่ และประสบความสำเร็จไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

โดยเฉพาะถ้ามันเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว จะรู้สึกภูมิใจมากเป็นพิเศษ

เบ็ตตี้ เป็นเพื่อนร่วมคณะนิเทศศาสตร์ของฉัน ที่เพิ่งจะมาค้นพบสิ่งที่รัก นั่นก็คือการเล่น โยคะ มาตั้งแต่ตอนเรียนปี 3

เคยมีคนบอกว่าเบ็ตตี้ชอบมันมาก เล่นโยคะแทบทุกวัน ฝึกฝนด้วยตัวเอง

ตั้งแต่นั้นเพื่อนๆ ทุกคนก็รู้จักเบ็ตตี้ในฐานะของคนที่หลงใหลได้ปลื้มกับการเล่นโยคะนับแต่นั้น

ความมุ่งมั่นตั้งใจในการเป็นครูสอนโยคะ ทำใหเบ็ตตี้ไม่ลังเลที่จะบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนโยคะที่อเมริกา และกลับมาเป็นครูสอนโยคะที่ฟิลิปปินส์อยู่หลายปีดีดัก

ปีนี้เธอพกชั่วโมงบินเต็มเพดานและกลับมาเปิดสตูดิโอสอนโยคะชื่อ Bikram Yoga Bangkok เป็นสตูดิโอโยคะไม่ใหญ่มาก อยู่ชั้น 4 อาคารข้างๆ ประสานมิตรพลาซ่า 

ด้วยอารามชื่นชมยินดีกับจุดเริ่มต้นของเธอ ฉันจึงไม่รีรอที่จะปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์ด้วยแพ็กเกจเล่นโยคะหนึ่งสัปดาห์

เพื่อจะได้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร...

วันที่ 1
17.30 น.

ฉันแต่งตัวด้วยเสื้อยืดกางเกงบอลมิดชิด พกขวัญกำลังใจมาเต็มที่ โดยมีเพื่อนฝาแฝดวรรณและแวว เป็นเพื่อนโยคะด้วยกัน

ทำใจไว้แล้วว่ามันคือโยคะร้อน แต่คิดว่าทนได้ ชิลๆ ทำใจให้สงบ เข้าไปนั่งสมาธิ หลับตา สัมผัสถึงอุณหภูมิความร้อนทั่วร่างกาย ร้อนหนอ ร้อนหนอ...

ระหว่างเข้าฌาน ครูเบ็ตตี้ในชุดบิกินี่ เดินเข้า ทักทายด้วยภาษาอังกฤษอย่างเป็นกันเอง เริ่มต้นด้วยการใช้ทุกคนยืนขึ้น เท้าชิด และเข้าสู่ท่าแรกด้วยการหายใจเข้าออก

เอาแล้วๆ ฉันรับรู้ถึงช่วงเวลาที่แสนหนักหน่วง แค่ท่าหายใจเข้าออก มันเกิดความรู้สึกวูบๆ วาบๆ หน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลม ตั้งสติๆ ทำตามที่ครูบอกไปเรื่อยๆ ตั้งสติ วูบๆ วาบๆ

ไม่ไหวละ ขอนั่งพักก่อน ทำไมเสื้อกูเปียก ทำไมกางเกงกูโชก เอาไงดี ลุกขึ้นมาทำต่อ เสียดายเงิน เสียดายเงิน...

จบคลาสแรก ออกจากห้องโยคะ เหมือนได้กลับมาสู่สวรรค์อีกครั้ง ช่วงเวลาที่ทำโยคะช่างทรมานอย่างบอกไม่ถูก แต่พอได้ออกมานอกห้องแล้ว กลับรู้สึกได้ถึงความเบาสบาย และความรู้สึกภูมิใจลึกๆ ว่า “เออว่ะ กูผ่านมันมาได้เนอะ”

คืนนั้น หลับเป็นตาย

วันที่ 2
9.30 น.

วันนี้ยังคงใส่เสื้อและกางเกงบอลเช่นเดิม ต่างตรงที่เนื้อผ้าจะเบาบางกว่า วันนี้รู้สึกได้ว่าร่างกายค่อยๆ ชินกับความร้อน เหงื่อไหลตามร่างกาย แขนและขา เปียกลามมาทั่วไปหน้า เข้าปากจนรับรู้ได้ถึงความเค็มฝาดของเหงื่อ ระหว่างที่ทำท่าตามครู เหงื่อก็ไหลท่วมเสื้อจนเปียกปอน ครูฝรั่งใจดีจึงพูดเป็นภาษาอังกฤษแปลไทยว่า “ถ้าร้อนก็ถอดเสื้อเลยนะ ไม่มีอะไรน่าอาย” เอิ่ม...กูอายนะ แต่ในตอนนั้นมันไม่ไหวจริงๆ ขืนปล่อยให้เสื้อเปียกซกต่อไปก็ไม่ไหว จึงจำต้องถอดเสื้อเผยให้เห็นหุ่นไม้จิ้มฟัน ทุกอย่างดำเนินไป ผ่านช่วงเวลาอันหนักหนาได้อีกหนึ่งคลาส

ทุกคนที่ผ่านมันมาได้ มันช่างดีงามสามหมื่นโลกจริงๆ4

วันที่ 3
17.30 น.

ความรู้สึกก่อนเข้าไปในห้องโยคะ มันช่างกระอักกระอ่วนฝืนใจยิ่งนัก แต่สองขาก็ต้องเข้าไปให้ได้ คราวนี้ถอดเสื้อเล่นจริงจัง ไม่มีอะไรต้องเสียแล้ว วันนี้ไม่ค่อยเวียนหัวแล้ว ร่างกายปรับตัวได้ ทำท่าอะไรก็จะได้คำชมว่า Good Good จากครูฝรั่งมาเป็นช่วงๆ สิ่งที่น่าสนใจคือครูบอกว่า จริงๆ แล้วร่างกายของเราทำอะไรได้มากกว่าที่คิดอีกนะ แต่ใจเราต่างหากที่คิดว่ามันทำไม่ได้ ดังนั้นเราต้องเปิดใจ เชื่อว่าเราทำมันได้ ได้ยินดังนั้นก็เกิดฮึกเหิม ดัดตนสู้ตาย มีเซมีล้มบ้าง แต่พอได้เห็นร่างกายในท่วงท่าที่ถูกต้องของตัวเองตามหลักโยคะในกระจกก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

ออกมานอกห้อง เบ็ตตี้บอกกับเรา “เหย!เบ็ตไม่เคยเห็นดิวด้านนี้มาก่อน แกสามารถจัดระเบียบร่างกายของตัวเองได้ ทั้งๆ ที่ตอนเต้นดูเหมือนแกจัดระเบียบไม่ได้เลย”

เอ่อะ...กูว่ากูเต้นสวย สเต็ปเป๊ะมาโดยตลอด...

วันที่ 4
9.30 น.

เบ็ตตี้บอกไว้ว่าให้ใส่กางเกงว่ายน้ำเลย เพระจะทำให้เราเห็นท่าโยคะต่างๆ ที่เราทำและปรับให้ถูกต้องได้ง่ายขึ้น ไอ้เราก็บ้าจี้ใส่มาเล่นจริงๆ ซึ่งความเป็นจริงแล้วการเล่นโยคะร้อนควรใส่เสื้อผ้าให้น้อยชิ้นเพื่อทำร่างกายได้ขับเหงื่อเต็มที่และจะไม่รู้สึกอึดอัดนั่นเอง

วันนี้รู้สึกได้เลยว่าร่างกายมีความยืดหยุ่นขึ้นมาก มีความอดทนในการทำท่าที่เมื่อยแสนเมื่อยได้นานขึ้น ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้นมาก แต่ยังไงก็ยังรู้สึกได้ถึงความเมื่อยอยู่ดี (ไอ้เจ้าความเมื่อยนี่แหละ ที่จะเป็นสัญญาณที่ดีว่ากล้ามเนื้อของเราจะแข็งแกร่งมากขึ้น) เหงื่อไหลซกๆ เป็นกะละมัง

ทุกครั้งที่ผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากทางกายได้นี่ มันรู้สึกดีมีความสุขทั้งวันจริงๆ นะ :)

วันที่ 5
9.30 น.

วรรณกับแววมาไม่ได้เพราะฝันเป็นโยคะร้อนไปแล้ว ก็เลยขาดสมาชิกแก๊งค์ แต่มีเบ็ตตี้เล่นเป็นเพื่อน

ทุกครั้งที่เหลือบมองเบ็ตตี้ทำท่าโยคะแต่ละท่า ไม่ธรรมดาอย่างแรง กว่าจะได้ท่าที่สมบูรณ์แบบ นางต้องผ่านความยากลำบากมาเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ สำหรับเราแค่ 5 วันยังโหดขนาดนี้ แต่สำหรับเบ็ตตี้และคนที่ทำอาชีพเป็นครูสอนโยคะท่านอื่นๆ เขาต้องผ่านมาหนักแค่ไหน

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ใจที่รักและความมุ่งมั่น เป็นปัจจัยที่จะทำให้คนประสบความสำเร็จตามที่หวังไว้

แม้ว่าใจของฉันอาจจะไม่รักโยคะเท่าเบ็ตตี้ แต่อย่างน้อยฉันก็มีใจที่มุ่งมั่นพอสำหรับประสบการณ์เล่นโยคะเพื่อสุขภาพในครั้งนี้


 

Comment

Comment:

Tweet