2009/Dec/26

 

***บทความนี้สปอยด์หนังในระดับ 7 

สมัยตอนเรียนอยู่ ปี 2 ได้้เรียนวิชาภาษาเพื่อการสื่อสารขั้นสูง (Advance Language Communication) ด้วยความสนุกสนานคึกคะนองผสมผสานกับความขี้เกียจอย่างลงตัว จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญหับวิชานี้เท่าไหร่นัก

ถึงตอนนี้ หวนกลับไปคิด ถ้าตั้งใจเรียนวิชานี้คงจะดีกว่านี้เยอะ

และวิชานี้เองที่ืำทำให้ผมรู้จักกับนิยายเรื่อง "สงครามชีวิต" ของศรีบูรพา (หลายคนรู้จักนักประพันธ์คนนี้จากผลงานเรื่อง "ข้างหลังภาพ") 

น่าเสียดาย ตอนนั้นผมไม่ตั้งใจเรียน

สิ่งที่ผมจำได้ตอนนั้นมีเพียงแค่รูปแบบการเขียนจดหมายโต้ตอบระหว่างตัวละคร แต่ขอโทษอีกครั้งครับ ตัวละครตัวเดียวในหนังสือที่ผมจำได้มีแค่ เพลิน คนเดียว

ถ้าจำไม่ผิด มันคือเรื่องราวเกี่ยวกับความรักต่างชนชั้น

จำได้เลือนลางเต็มที.......

_______________________________________________________

 

ตัวละคร แสงจันทร์ ใน October Sonata ได้รู้จัก "สงครามชีวิต" จาก รวี ชายหนุ่มสุดหล่อที่เธอได้เจอกันโดยบังเอิญในคืนงานศพของมิตร ชัยบัญชา

หนุ่มรวี อ่านนิยายเล่มนี้ให้แสงจันทร์ฟัง เธอรู้สึกว่าเ้รื่องราวที่รวีอ่านให้เธอฟังนั้น เป็นเหมือนมนต์สะกดให้เธอตกอยู่ในภวังค์ของเรื่องราว (หรือน้ำเสียงของรวีอาจจะไพเราะจนเธอตกอยู่ในชั่วโมงต้องมนต์) จะว่าไปแล้วแสงจันทร์ก็ไม่ต่างอะไรไปกับ ฮันนา ชมิตท์ ใน The Readerที่แตกต่างคือ จริตกร้านของแสงจันทร์อาจจะไม่ "ร้ายร่าน" เท่ากับฮันนา แม้ว่าทั้งคู่จะชอบให้ใครสักคนอ่านหนังสือให้ฟังก็ตาม

เป็นความรักอันบริสุทธิ์ของแสงจันทร์กับรวี แม้ว่าทั้งสองคนจะได้พบกันเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่การพบกันในครั้งนี้ทำให้ชีวิตของแสงจันทร์เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

ทั้งสองคนสัญญาใจซึ่งกันและกันว่า อีกสองปีข้างหน้า วันที่ 8 ตุลาคม พวกเขาจะกลับมาพบเจอกันที่บังกะโลริมทะเลในโรงแรมแสนมุกอีกครั้ง

นี่คือจุดเริ่มต้นของความรักที่รอคอย

_____________________________________________________________

 

แสงจันทร์ได้แรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่จากนิยายเรื่องสงครามชีวิต เธอปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งสำคัญด้วยการเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นเพลิน ตัวละครหญิงในเรื่อง และเริ่มไปเรียนหนังสือ และที่โรงเรียน เธอได้พบกับ ลิ้ม หนุ่มลูกเจ๊กพูดไทยไม่ชัด ที่หลงรักแสงจันทร์ ดูเหมือนว่าแสงจันทร์จะมีใจให้กับลิ้ม แต่เธอก็ยังไม่ลืมคำมั่นสัญญาที่เธอให้กับชายที่เธอรักอยู่นั่นเอง

จริงๆ แล้ว October Sonata จัดได้ว่าเข้าสูตรหนังรักทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังรักธรรมดา คือการใส่ประเด็นการเมืองร้อยรัดกระหวัดเกี่ยวเข้าไปในเรื่องราวความรักด้วย ทำให้หนังมีมิติที่น่าสนใจ และเชิญชวนให้คนดูได้ขบคิด ตีความในระดับที่ไม่ตื้นเขินจนเกินไปนัก และนี่คือจุดแข็งที่กลายเป็นจุดขายให้ October Sonata กลายเป็นหนังที่แตกต่างจากหนังรักที่กำลังจะลงโรงฉายอย่างดาษดื่นในช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้

 

รวี เป็นชายหนุ่มที่เลือกเดินทางสายอุดมการณ์ เขาหวังจะให้ประเทศชาติมีแต่ความเท่าเทียม ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม และในช่วงเวลานั้นเอง (ยุค 2516- 2519) ถือได้ว่าเป็นประชาธิปไตยเบ่งบาน เกิดการเดินขบวนต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของนิสิตนักศึกษาอย่างหมาศาล และเกิดนักคิด นักสู้ นักปฏิวัติเพื่อประชาธิปไตยมากมาย และยังตามมาด้วยแนวคิดแบบซ้ายหรือที่เรามักจะคุ้นในชื่อของ คอมมิวนิสต์ คำว่าคอมมิวนิสต์ในยุคนั้น เป็นคำที่ถูกนิยามเกี่ยวกระหวัดไปถึงพวกต่อต้านชาติ ขบถสังคม เป็นกลุ่มคนร้ายของประเทศไทย ทำให้รัฐบาลดำเนินการปราบปรามจนเกิดเป็นเหตุการณ์นองเลือด นักศึกษาที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างต้องหนีเข้าป่าเพื่อหลบหนีการตามล่า

รวี เป็นหนึ่งในนั้น คนที่เลือกทำตามอุดมการณ์ของตัวเอง จนเป็นเหตุให้เขาต้องคลาดกันกับแสงจันทร์ทุกคราวปี

October Sonata นำเรื่องการเมืองเข้ามาเป็นเหตุผลรองรับน้ำหนักเมโลดราม่าในหนัง และเป็นสิ่งบันทึกความทรงจำของเหตุการณ์ทางการเมือง อันส่งผลไปสู่เรื่องราวความรักของคนทั้งสอง นี่คือสิ่งที่ผมชื่นชอบในหนังเรื่องนี้ แสงจันทร์เองก็ไม่ต่างอะไรไปจากรวี เธอมีความฝัน เธอมีความหวัง เธอมีแรงบันดาลใจการทำสิ่งที่ตัวเองศรัทธา รวีจึงเปรียบเสมือนแสงอาทิตย์อันเรืองรองให้แสงจันทร์กล้าที่จะต่อสู่กับความอยุติธรรม การเอาชนะหัวใจของตัวเอง และการก้าวข้ามสิ่งต่่างๆ ด้วยความเชื่อและมั่นคงของตัวเอง 

แต่ท้ายที่สุดแล้วความหวัง ความฝันของทั้งสองคนต้องพังทลาย อุดมการณ์อันเืรืองรองของรวีล่มสลาย เขากลับมาอย่างคนพ่ายแพ้ แสงจันทร์ถูกลิ้มข่มขืนในห้องแห่งความรักและความฝันของโรงแรมแสนมุก ท่ามกลางกระดาษงานเขียนที่เธอตั้งใจใ้ห้รวีอ่าน

ความหวังและความฝันของทั้งสองถูกย่ำยีและทำลายลงไม่มีชิ้นดี

_________________________________________________________________

 

ถึงอย่างไร ความเชื่อและมั่นคงในความรักของทั้งคู่ ทำให้รวีตัดสินใจเข้าไปอยู่ในบังกะโลหลังเดิม เพื่อรอคอยให้แสงจันทร์กลับมาหาเขาอีกครั้งในวันที่ 8 ตุลาคม แสงจันทร์ตัดสินในหย่าขาดจากลิ้มและมุ่งมั่นสร้างชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเธอเอง

แต่ท้ายสุดแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย...

ฉากไคลแม็กซ์ของหนังเรื่องนี้ เศร้าสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย เป็นบทสรุปที่สามารถเชื่อมโยงเรื่องกาีรเมืองที่ผู้กำกับคนเขียนบทต้องการจะนำเสนอได้อย่างลงตัว

ถึงที่สุดแล้ว แม้แสงจันทร์กับรวีจะไม่ได้พบเจอกัน 

ไม่ต่างอะไรไปกับดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์ที่ไม่มีวันโคจรมาเจอกันได้

แต่แสงอาทิตย์อย่างรวีได้ส่องแสงอันเรืองรองอาบหัวใจของแสงจันทร์แล้ว

_____________________________________________________________

สมัยที่ทำค่าย เพลงเพื่่อชีวิต เป็นสิิ่งที่สร้างความบันเทิงได้ในวงประชุม

เพลงส่วนใหญ่ที่ร้องกันนั้น จะพูดถึงแสงจันทร์ ดวงตะวัน ดวงดาว อยู่มากมาย

"มีดวงตะวันส่งเป็นแสงสีทอง กระจ่างครรลองให้ใฝ่ปองและสร้างสรรค์"

"เดือนเพ็ญ แสนเย็น เห็นอร่าม"

"จงเป็นดั่งดวงดาวที่พราวสว่าง นำหนทางเพื่อมวลชน"

ฯลฯ

เ้พลงเพื่อชีวิต เพลงอันสร้างความหวังในแบบฉบับของคนที่มีอุดมการณ์และต่อสู้ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เพลงในยุคนั้นจึงมีความไพเราะในเนื้อร้องและทำนอง หรือปลุกใจให้คนสมัยนั้นหันมาเสียสละเพื่อส่วนรวมบ้าง

ไม่น่าแปลกใจอีกเช่นกันที่เพลงเหล่านี้ จะมีคำว่า "เพื่อมวลชน" ในเนิ้อร้องมากมาย

__________________________________________________

ผมเห็นด้วยกับความคิดเห็นของพี่สมเกียรติในบทวิจารณ์หนังเรื่อง October Sonata (หาอ่านได้ใน starpics ฉบับ 765) ในประเด็นที่ว่า ยุคสมัยนี้ เป็นยุคที่คนเรามักจะหมกมุ่นกับเรื่องของตัวเองมากเกินไป ส่งผลมายังสื่อต่างๆ ทั้งภาพยนตร์ที่เน้นการทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยไม่แคร์ว่าจะสร้างความเดือดร้อนอะไรให้ผู้อื่น หรือ หนังสือที่เน้นฮาว-ทู ทำอย่างไรให้รวย, สวย, หล่อ, หุ่นดี, มีความสุข, สนุกกับแฟน  ฯลฯ ซึ่งเรื่องต่างๆเหล่านี้ล้วนยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง หรือนวนิยายที่เน้นไปในเรื่องรักโรแมนติก สืบสะเด็ดเจ็ดย่านน้ำ ทำให้พื้นที่ของสื่อ "เพื่อมวลชน", "เพื่อส่วนรวม" แทบจะต้องมุดเข้าไปในหลืบของชั้นวางหนังสืิอ เป็นไปได้ว่าด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกล โยงใยทั่วโลก ผู้คนมีความอยากเป็น somebody เสพติดการเป็นจุดสนใจ รวมไปถึงพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นบนโลกไซเบอร์ เปิดโอกาสให้ผู้คนได้แสดงความเห็นประเภท ทำอะไรอยู่ กับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ใครเห็น นั่นก็เท่ากับว่าหมกมุ่นกับตัวเองอยู่ทึกขณะจิต จนลืมที่จะมององค์รวมของสังคม มองความเป็นไปต่างๆ หรือการหวนกับไปตระหนักถึงตำแหน่งแห่งที่ของตนเอง และคิดว่าเราจะทำอะไรเพื่อคนอื่น หรือสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้บ้าง

แม้ว่า October Sonata จะไม่ใช่หนังแนว 14 ตุลา สงครามประชาชน ที่นำเสนอเรื่องราวเหตุการณ์ทางการเมืองแบบตรงไปตรงมา หากการเมืองในหนังเรื่องนี้ถูกแทรกสอดเอาไว้ในเรื่องราวความรัก ซึ่งทำให้เกิดการตีความชั้นที่สองและกระตุ้นต่อมคิดให้กับคนดูหนังได้ และกลายเป็นหนังรักไทยที่มีประเด็นการเมืองให้ชวนคิดมากกว่าการเป็นแค่เรื่องบังเอิญแบบความจำสั้นว่าเป็นรูมเมทตอนอยู่ม.3 เอ๊ะ! หรือปี 4 ของวันที่ 32 ธันวา หรือฝันโคตรๆ ดี

เพื่อนของผมบอกว่าหากเปรียบหนังรักเป็นขนม...

October Sonata จะเป็นขนมชาววังที่ดูประดิดประดอยไปบ้าง แต่ก็เห็นความตั้งใจและประณีตของคนทำ

แต่สำหรับหนังรักเรื่องอื่นๆ นี่คงเป็น ขนมขบเคี้ยวที่อร่อย แต่ให้คุณค่าทางสารอาหารน้อย

ว่ากันไปได้เรื่อยๆ ครับ นานาจิตตัง...

2009/Dec/17

ความน่าตื่นเต้นอย่างหนึ่งของกระผมคือการได้เข้าไปดูสถิติคนที่เข้ามาอ่านบล็อกของผมเอง

ทั้งๆที่ผมไม่ได้อัพบล็อกมาเดือนกว่าแล้ว มีคนเข้ามาอ่านบล็อกของผมอยู่จริงๆ แม้ว่าจะไม่ได้ทำสถิติพุ่งปรี๊ดปร๊าดเหมือนนักกีฬาที่พยายามจะเอาชนะสถิติของตัวเอง (เก๋หน่อยก็คงอยากจะเอาชนะสถิติโลก) แต่มันก็รัง แต่จะสร้างความปลื้มอกปลื้มใจให้กับผมอย่างบอกไม่ถูกครับ

ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะเป็นใคร อาจจะเป็นเพื่อนผองที่สนิทสนม หรือใครก็ตามที่บังเอิญผ่านเข้ามาอ่านบล็อก แม้จะอ่านแล้วกร่นด่าอยู่ในใจ (เขียนเชี่ยอะไรของมันวะ) หรือ ชื่นชมในความคิดและสำนวนภาษาอันเพริศแพร้วพรรณรายของผม แต่ไม่ได้เขียนคอมเม้นท์ตอบอะไร ผมขอขอบคุณอีกครั้งนะครับ

แต่ยังไงแม้ผมจะดูฮึดๆ แฮ่กๆ เดี๋ยวอยากเขียนบล็อก เดี๋ยวไม่อยากเขียนบล็อก (ไปเล่นเฟซบุ๊ค แล้วตั้งสเตตัสที่อยากตั้งดีกว่า ง่ายกว่ากันเยอะ) ยังไงผมก็จะพยายามเขียนบล็อกทุกครั้งนะครับ เพราะอย่างน้อยมันเป็นพื้นที่ของการเล่าสู่กันฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเป็นเวทีฝึกการเขียนของผมเอง (เพราะว่ากันว่าถ้าเราได้เขียนทุกๆวัน คลังคำ และรูปแบบการเขียนของเราจะยิ่งชัดเจนขึ้น จนเกิดเป็นทักษะความชำนาญพอๆกับการปั้นหม้อที่บ้านเชียงเลยทีเดียว)

ยังไงก็ตาม ฝากถึงคนที่มาอ่านบล็อกผมนะครับ ทิ้งคอมเม้นท์ไว้ให้ผมไปเยี่ยมบ้านของท่านบ้างก็ได้นะครับ ถือเป็นการผูกมิตรผ่านตัวอักษรที่อาจจะพัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นๆ ต่อไป (ว่าไปนั่น)

เอาล่ะครับ ผมจะลองมาเขียนบล็อกอีกครั้ง(ที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้) :)  

2009/Nov/01

*** งานเขียนชิ้นนี้ เปิดเผยเรื่องราวของหนังเกือบหมดเปลือก

 

เพียงตาไม่ใช่หนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่จะไปดูหนังเรื่อง เฉือน เป็นแน่แท้

หนึ่ง เธอไม่ได้มีจิตพิสมัยนักดนตรีหนุ่มที่อดีตเคยมีผมฟูฟ่องเป็นเอกลักษณ์ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการกล้อนผมสุดที่รักเพื่อการมารับบทบาทเป็นนักโทษในหนังเรื่องนี้ และการตัดสินใจกระทำการกับผมของตัวเอง กลับทำให้เขา ได้รับความนิยมจากปวงประชาชาวไทยที่ชื่นชอบความสะอาดสะอ้านของรูปกายภายนอกอีกเป็นกอง

สอง เธอไม่ได้เห็นว่าการกลับมารับบทบาทเป็นตำรวจในหนังใหญ่อย่าง ฉัตรชัย เปล่งพานิช ที่ลงทุนเปลี่ยนสีผมของตัวเอง รวมไปถึงเพิ่มบุคลิกอันกักขฬะโหดห่ามในหนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่น่าตืื่นเต้นอะไร

สาม เธอไม่รู้จักก้องเกียรติ โขมศิริ ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ และยิ่งแทบส่ายหัวงึกงัก เมื่อเพื่อนของเธอบอกผลงานการกำกับของเขาที่ผ่านมาอย่าง ลองของ 

สี่ หน้าหนังที่ถูกนำเสนอของหนังเรื่องนี้ก็เป็นแค่เรื่องการตามล่าหาฆาตกรทั่วไป หาได้มีความแปลกใหม่อะไรไม่

และอื่นๆ อีกมากมาย เหมือนอย่างเพลงของเฉลียง ที่เพียงตาไม่คิดจะดูหนังเรื่องนี้

แต่เธอทนเสียงรบเร้าของ ชัญญา เพื่อนสาวที่เรียนปริญญาโท ที่กำลังร้อนวิชา และมองสังคมทุกอย่างในเชิงวิพากษ์ไปหมด

"ตาจ๋า ตาจ๋า ไปดูเหอะ เห็นเค้าว่ามันดีนักดีหนา นักวิจารณ์ชมกันให้เสียงขรม ห้องเฉลิมไทยชมกันให้รึ่ม ว่าเป็นหนังที่น่าดู ไปดูเหอะ" ชัญญาทำน้ำเสียงออดอ้อนตามประสาหญิงไทยใจงามงด แต่เสียงรบเร้านี้ไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะเพียงตายังคงอิดออด

"งั้นเดี๋ยวชั้นออกให้ครึ่งนึง" ชัญญายื่นข้อเสนอ

เพียงตาจึงเข้าไปดู เฉือน กับ ชัญญาอย่างเสียมิได้

---------------------------------------------------------------------------------------

ในโรงหนัง โรงเล็ก คนน้อย เหมือนเมฆที่มีความกดอากาศเป็นหย่อมๆ เหมือนหลุมอากาศบนท้องฟ้า เพียงตานั่งจมจ่อมกับเก้าอี้สีแดงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างของโรงหนัง ภาพแรกที่เห็นคือกระเป๋าเดินทางสีแดงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่ลอยเท้งเต้งอยู่ในทะเล จากนั้น ภาพก็เล่าย้อนอดีตที่มาของกระเป๋าใบนี้ ว่ามันถูกพนักงานโรงแรมลากไปตามทางขึ้นของโรงแรมให้กับฝรั่งหน้าตาไม่ไหวจะเคลียร์คนหนึ่ง ภาพตัดมาที่เด็กผู้ชายวัยยังไม่กำดัดที่คาดว่าจะส่งตรงมาจากสุราษฏร์ธานี นั่งอยู่ข้างฝรั่ง เอาและๆ อีฝรั่งนี่ซื้อมา ตุ๊ยตุ่ย เพียงตาคิดในใจ ก่อนที่จะมีคนในเสื้่อกันฝันสีแดงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเดินเข้ามาด้วยทีท่าสง่าผ่าเผย เข้ามาในห้องนอนโรงแรม และจัดการ แทง แืทง แทง แทง แบบแจกกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ นี่คือจุดเริ่มต้นของการฆาตกรรมต่อเนื่องที่ทำให้ ป๋า (ลุงฉัตรชัย) หัวหน้าตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้ต้องปวดเศียรเวียนเกล้า เพราะศพฝรั่งนี้ถูกยัดในกระเป๋าแดงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่ถูกทิ้งไว้กลางทะเล และที่สำคัญ...

ฆาตกรทำเก๋ด้วยการ "เฉือน" เจ้าโลกยัดใส่ในกระเป๋าแดงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างด้วย

เพียงตา กับ ชัญญา หันมามองหน้ากัน ทั้งสองยิ้มให้กัน อันเป็นที่รู้กันแล้วว่า ทำไมหนังต้องใช้ชื่อนี้

---------------------------------------------------------------------------------------

คดีเฉือนของฆาตกรในเสื้อกันฝนสีแดงเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ยังคงหามืิอใครดมไม่ได้ ฆาตกรก็แผลงฤทธิ์ท้าทายอำนาจสูงมากขึ้น เมื่อเขา/เธอ/มัน ได้ลงมือฆ่าและ "เฉือน" ลูกชายรัฐมนตรีเลยทีเดียว ถึงกับทำให้ผู้เป็นพ่ออยู่ไม่สุข และสั่งการให้ป๋าต้องจับตัวคนร้ายมาให้ได้ภายใน 15 วัน แต่บังเอิญเหลือเกิน ที่เงื่อนงำอันพอจะเป็นความหวังให้ป๋านั้น อยู่กับ ไท (พี่เป้) ที่อยู่ในเรือนจำ อันเนื่องมาจากเทปการสัมภาษณ์ของนักจิตวิทยาี่ที่เข้าไปสัมภาษณ์นักโทษ และนักโทษไทก็พูดถึงเรื่องราวในอดีตของเพื่อนเก่าที่ชื่อนัท ซึ่งละม้ายคล้ายกับฆาตกรชุดแดงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างมากเหลือเกิน จนทำให้ป๋าตัดสินใจดึงไทออกมาจากเรือนจำ เพื่อช่วยตามล่าหาเบาะแสฆาตกรรายนี้ โดยมีข้อแม้ว่า เขาจะต้องติดต่อกับป๋าคนเดียวเท่านั้น และให้ น้อย หญิงสาวที่เขารักปักอกดวงใจเป็นตัวประกัน เมื่อภารกิจตามล่านี้สำเร็จ เขากับน้อยก็จะได้แต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข

----------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องราวฆาตกรรมรำลึกเริ่มต้นขึ้น เมื่อไท กลับไปยังบ้านเกิดอีกครั้ง ดูเหมือนความเจริญจะเข้ามาสู่ชนบททุกหย่อมหญ้า เรื่องราวย้อนอดีตสมัยที่เขายังเป็นเด็ก และได้รู้จักกับ นัท เพื่อนที่ไม่ค่อยมีใครคบ ไม่ใช่เพราะเขาเป็นชันนะตุ แต่เป็นเพราะเพื่อนคนนี้อาจจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน แต่นัทอยากเป็นเพื่อนกับไท นัทอยากเล่นว่าวกับไท ไทก็ยอมให้นัทมาเล่นว่าวของไทด้วย ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกัน แต่ไทเองก็ได้รับความกดดันจากอิทธิพลกลุ่มเื่มื่อเขาถูกกีดกันไม่ให้เข้าแก๊งค์ เพราะคบกับตุ๊ดนัท มีทางเดียวซึ่งเขาจะได้รับการเข้ากลุ่มก็ต่อเมื่อเขาต่อยตุ๊ดนัท ไททำตามข้อเสนอ ไททำ ไทต่อย ไทเจริญ

แต่ความเจ็บปวดที่ไทกระทำกับนัทนั้น ก็ไม่ได้ทำให้นัทเกลียดไทเลย เขาก็ยังคอยช่วยเหลือ อยู่เคียงข้างไทเสมอมา ส่วนไทเองก็ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตนัท ที่ช่างรันทด หดหู่ เหลือเกิน จากการที่นัทต้องเป็นที่ระบายความโกรธเกรี้ยวของผู้เป็นพ่อ รองมือรองตีน จนถึงกับชักเป็นลมบ้าหมู ตบท้ายด้วยการที่พ่อยัดรองเท้าแตะใส่ปากอีก เพียงตาต้องรีบปิดปากที่อ้าหวออยู่ทันทีเพราะกลัวจะมีใครเอารองเท้ามายัดปากเธอ

--------------------------------------------------------------------------------------

ความโชคร้ายอันเหลือทนของชีวิตนัทไม่ได้มีแค่นี้ หน้าตาจิ้มลิ้ม และ รูปร่างอันแบบบาง ทำให้เขาเป็นที่โดนรังแกจากเพื่อนๆ ถึงขั้นหนึ่งในแก๊งค์ที่ไทสังกัด เคยเอาเรือของเล่นยัดตูดนัทร้ายไปว่านั้น ครูจอมเหี้ยมในโรงเรียยังบังคับให้นัทอมนกเขา และที่ร้ายไปกว่านั้น นัทถูกพ่อเอาตูด!!! 

และเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้ไทกับนัทต้องหลีกลี้หนีพ้นไปตายเอาดาบหน้าที่พัทยา...

เหตุการณ์ในพัทยาก็ช่างอดสู นัทตั้งใจมาตามหาแม่ที่พัทยา ทั้งสองกลายเป็นเด็กเร่ร่อน จนเมื่อทั้งคู่เป็นที่เตะตาโดนใจของฝรั่งแก่ตัณหากลับ และหวังจะกินเด็กน้อยสองคนนี้ ทำให้พนักงานโรงแรมพยายามที่จะนำเด็กสองคนนี้ไปถวาย ความกดดันเกินที่เด็กสองคนนี้จะรับไหว กล่ยเป็นชนวนสำคัญที่ไทกับนัทต้องทะเลาะกัน และท้ายสุด นัทถูกโปะยาสลบและโดนจับยัดในกระเป๋าเดินทางสีแดง จากนั้น ไทกับนัทก็ไม่ได้พบกันอีกเลย...

เพียงตาปะติดปะต่อเรื่องราวได้อย่างสนุกสนาน แท้จริงแล้วฆาตกรก็คือนัท และสมควรแล้วที่นัทต้องฆ่าและเฉือนเจ้าโลกของผู้ชายเลวๆ เหล่านี้ นำไปสู่การคาดเดาในตอนท้ายว่า เดี๋ยวไทก็คงเจอนัท และต้องตัดสินใจกันต่ิอไปว่าไทจะจัดการยังไงกับนัท จบ

แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ เมื่อสืบคดีความลึกลงไปเรื่อยๆ สิ่งที่่ชวนให้ช็อคซีเนราม่า นั่นก็คือ นัท เปลี่ยนชื่อเป็นแนท และทำงานเป็นนางโชว์ที่พัทยา ก่อนที่เธอจะไปทำศัลยกรรม เปลี่ยนโฉมหน้าของตัวเองเป็น น้อย แฟนของไท นั่นเอง!!!

"เย้ดดด" เพียงตาอุทานเบาๆ 

สิ่งที่น่าตื่นเต้นมากคือ ตอนที่ไทรู้ความจริง พวกตำรวจฝั่งป๋าก็ตามมาเก็บไท ส่วนน้อย ที่กำลังได้รัยความคุ้มกันจากป๋า ก็โดนป๋าหื่นข่มขืนกันแต่ ขอโทษ กะเทยไทยใจกล้าขอทำตัวเป็น อูม่า เธอร์แมน ใน Kill Bill ยิงปากป๋าเหวอะ และตามฆ่าทุกคนอย่างดุเดือด จนถึงฉากไคลแ็ม็กซ์ ที่น้อยจัดการ "เฉือน" พวงนรกของป๋าได้สำเร็จเสร็จสิ้น แล้วเรื่องก็ดำเนินต่อสู่ฉากคลี่คลายที่ทั้งเพียงตาและชัญญาเองก็ไม่อยากนำมาเล่าต่อ เพราะเดี๋ยวจะหาว่าสปอยล์

------------------------------------------------------------------------- 

หลังเดินออกจากโรง ชัญญาคันปากยุบยิบ บอกกับเพียงตาว่า

"หนังก็ไม่ได้ถึงกับแบบ โอ้โห! หรอกนะ แต่ชั้นชอบจังเลย เพราะมันมีประเด็นแตกแยกย่อยให้นักวิจารณืหรือคนดูปัญญาชนทั้งหลายได้นำมาคิด วิเคราะห์ วิพากษ์ กันอย่างสนุกแหละแม่คุณเอ๋ย คือ คนเขียนบทเค้าคิดมาอย่างดีเลยนะ แบบว่า แทนที่คนดูจะรับรู้ว่านัทเป็นฆาตกรเพียงอย่างเดียว แต่หนังเพิ่มประเด็นเรื่องของร่างกายและอัตลักษณ์เข้าไปด้วยน่ะ แกคิดดูสิชั้นรู้สึกว่า แม่ง คนเราสามาาถเปลี่ยนแปลงเรือนร่างของตัวเอง เปลี่ยนตัวตนของตัวเอง ทั้งชื่อ นามสกุล สร้างตัวตนอื่นๆขึ้นมาใหม่ ทำการปรับเปลี่ยน ต่อเติม ตัดนั่นตัดนี่ เพียงเพื่อสร้างตัวตนให้อยู่ในความทรงจำของอีกคนน่ะ คือนัทนี่มันกลัวการถูกลืมใช่ป่ะ สิ่งที่นัททำนี่ก็เพียงเพราะทำให้ไทมันไม่ลืมนัทแค่นั้นเอง เพราะชั้นว่าตอนที่ไทรักน้อยน่ะ เพราะ ไทรักน้อยที่เป็นน้อย เป็นร่างกายของน้อย ดังนั้นอัตลักษณ์ภายในของนัทก็เลยมลายหายไปในความทรงจำของไทไปเลย มันก็เลยตัดสินใจเป็นฆาตกรต่อเนื่องและทิ้งร่องรอยความทรงจำสมัยวัยเด็ก เพื่อที่จะทำให้ไท ระลึกถึงนัทให้ได้ เก๋ไหมล่ะ ชั้นก็เลยคิดขึ้นมาว่า พี่เป้ที่ไปตัดผมเผ้ามาเล่นหนังเรื่องนี้ หรือ การที่พี่นกเค้าไปย้อมผมสีขาวมา สิ่งเหล่านี้มันคือการเปลี่ยนแปลงเรือนร่างและอัตลักษณ์ของตัวเองทั้งนั้นเลย ดังนั้นเรื่องร่างกายนี่ มีคนนำมาพูดถึงและศึกษากันมากขึ้นในแวดวงวิชาการปัจจุบันนะ เพราะมันเป็นได้ทั้งสนามแห่งการต่อรองทางวาทกรรม อำนาจ เป็นเครื่องมือที่แสดงอัตลักษณ์ตัวตนภา่ยในที่เราอยากให้คนอื่นเห็น อะไรเทือกนี้น่ะ" 


"สิ่งที่ชั้่นชอบประการต่อมาคือ หนังพูดถึงเรื่องวิถีชีวิตความเจริญที่เข้าไปรุกล้ำวิถีชีวิตของชนบททุกทีๆ พี่เชอร์รี่ซึ่งเคยขายน้ำแข็งไสต้นแบบที่ให้เด็กๆเก็บไปชักว่าว กลายเป็นโสเภณี และชนบทที่ไทกลับในปัจจุบันไปถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นสถานเริงรมย์ต่างๆ เพื่อสร้างเม็ดเงินให้กับชนบท แม้กระทั่งโฆษณาวังน้ำเขียว ที่คนเมืองสร้างมายาคติว่านี่คือชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจริงๆแล้วนี่ความจริงของวังน้ำเขียวมันก็คือภาพของทุ่งหญ้าป่าเขาและกระต๊อบหลังเล็กๆที่ยายหวีอยู่นั่นแหละ ชั้นว่าคนเขียนบทใส่เรื่องความเป็นเมืองที่เข้ากัดกินวิถีชีวิตของคนชนบทได้อย่างแสบสันต์เหมือนกันนะ"

"อ้อ! อีกอย่างหนังมันพูดถึงเรื่องอำนาจเรื่องความเป็นพ่อ รวมไปถึงการใช้ความรุนแรงต่างๆ ถ้าเปรียบให้ชัดนี้ ชั้นว่า ความเป็นพ่ออาจหมายถึงเรื่องอำนาจรัฐที่กระทำต่อประชาชน ดังนั้นถ้าใครปกครองคนได้ไม่ดี หรือใช้ความรุนแรงจัดการกับลูกหรือเปรียบได้กับประชาชนใต้การปกครอง พวกเขาก็อาจจะเกิดแรงของการต่อต้านขึ้นมาได้นะ และเมื่อมีกใช้อำนาจและความรุนแรงมากเท่าไหร่ แรงปะทะที่ต่อต้านความรุนแรงมันจะมีมากเท่านั้น สิ่งที่นัทมันทำทำด้วยวิีธีการเฉือนเจ้าโลกน่ะ มันคือการทท้าทายอำนาจแบบถอนรากถอนโคนเลยนะ หากมองในเชิงเฟมินิสต์แล้วนี่ ไอ้เจ้าโลกนี่แหละที่แม่ง โคตรเป็นตัวปัญหาของทุกสรรพสิ่งเลยว่ะ มันเป็นสิ่งให้กำเนิด มันเป็นที่ใช้ระบายความใคร่ มันเป็นศูนย์รวมของ "พ่อ" เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง อยากยุติอำนาจก็แค่เฉือนมันเท่านั้นแหละ สิ้นฤทธิ์กันไป"

"เออ ตาจ๋า ยังมีอีกเรื่องนะ....

เพียงตามองหน้าเพื่อนสาวที่กำลังพ่นฟองฟอดอย่างสนุกปาก เธอไม่รู้ว่าชัญญากำลังพูดอะไร ศัีพท์แสงบางคำช่างยอกย้อยและไม่ค่ิอยมีมนุษย์ปุถุชนพูดกัน แต่เธอก็ฟังเพื่อนสาวพูดอย่างเต็มใจ สิ่งที่เธอรู้อย่างเดียวคือ หนังเรื่องเฉือน เป็นหนังที่เธออยากให้คนอื่นๆ ได้ดู เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นหนังที่สนุกพอที่จะดูได้จนจบ ยังแถมท้ายด้วยการได้ฟังเพื่อนสาวของเธอชื่นชมหนังและพูดในสิ่งที่เธอไม่รู้เรื่อง

แต่สักวัน เพียงตาจะรู้เรื่องที่ชัญญาเล่า...สักวันหนึ่ง 



DewdogDag
View full profile