2009/Aug/04

โอ๋ คุณเอ็กซ์ทีน

เหตุใดเจ้าจึงน้อยใจเยี่ยงนี้

ที่ฉันไม่ได้เข้ามาเยี่ยมเยียนทักทายเธอเลย ไม่ใช่ว่าฉันจะลืมเธอหรอกนะ

แต่ตอนนี้ฉันได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ 

เค้าชื่อว่า เฟสบุ้ค

เพื่อนคนนี้เค้าไม่ค่อยลงรอยกับ ฮิห้า หรอกนะ เพราะมีอะไรหลายๆอย่างที่คล้ายกันเกินไป

เพียงแต่ เฟสบุ้ค นี่ เค้ามีอะไรให้เรามากกว่าเท่านั้นเอง

ฉันก็เลยสนิทสนมกับเค้าอย่างรวดเร็ว จนทำให้เผลอลืมเธอไปโดยไม่ตั้งใจ

โอ๋ คุณเอ็กซ์ทีน

ฉันกลับมาเยี่ยมเธอแล้วเห็นไหม

อย่าน้อยใจไปล่ะ

ถึงเธอไม่ได้มีอะไรมากมายเหมือนคนอื่นๆ แต่เธอก็เป็นที่ระบายให้ฉันได้เสมอเลยนะ

แม้ว่าช่วงนี้ฉันจะไม่ได้เข้ามาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเธอเท่าไหร่ 

แต่ให้รู้ไว้ว่า ฉันยังคิดถึงแกอยู่เนืองๆนะ

เข้ามาทักทายเธอจ้ะ

เดี๋ยวฉันจะต้องไปเยี่ยมเฟสบุ้คแล้ว นัดเค้าเอาไว้น่ะ

เจอกันๆ 

บาย

 

2009/Jul/06

ฮัลโหล

ตอนนี้เราอยู่หาดใหญ่ ที่หายหน้าไปก็เพราะว่าเราไม่ค่อยมีเวลาเลยว่ะ

ก็เลยมาแจ้งข่าวให้ทราบว่าคนเขียนยังมีชีวิตอยู่

ยังไม่ได้ล้มหายตายจากไปไหน

บอกไว้แค่นี้แหละ กะจะมาปัดกวาดเช็ดถูบล็อกเฉยๆ ไม่มีวาระโอกาสพิเศษแต่อย่างใด

เดี๋ยวอีกแป๊บก็กลับมาแล้ว...กลัวบล็อกร้าง... 

สวัสดี

2009/Jun/20

คุณครูวิกานดา สอนวิชาภาษาไทย บอกกับเด็กนักเรียนที่เธอสอนว่า
ทักษะของมนุษย์มีอยู่ 4 อย่างคือ ทักษะการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน


สมจิตร สาวน้อยผู้รักวิชาภาษาไทยจดคำพูดของคุณครูใส่ลงไปในสมุด เธออยากเป็นคุณครูสอนวิชาภาษาไทยเก่งๆอย่างคุณครูวิกานดาบ้าง เธอรักการอ่านหนังสือและการเขียนมาแต่ไหนแต่ไร

สมจิตรค่อนข้างมั่นใจว่า ทักษะการอ่าน และการเขียน ของเธอนั้น ไม่เป็นสองรองใครแน่นอน

ส่วนทักษะการฟัง สมจิตรก็เป็นคนที่ชอบฟังคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ใครจะพูดอะไร ไร้สาระแค่ไหน หรือมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอะไร เธอจะเป็นผู้ฟังที่ดีเสมอ

อ่านมาก เขียนมาก ฟังมาก ทำให้โอกาสที่ได้ฝึกทักษะการพูดย่อมน้อยเหมือนแสงหิ่งห้อยที่ท้าทายแสงหลอดไฟนีออน

ในสายตาของเพื่อนๆ สมจิตรมักจะเป็นคนพูดไม่รู้เรื่อง พูดเร็ว ลำดับความคิดความสำคัญของเรื่องที่จะเล่าไม่ได้ซึ่งสมจิตรเองก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะเวลาที่เธอออกมาพูดรายงานหน้าชั้น เธอเองจะไม่รู้สึกตัวเลยว่าเธอกำลังทำอะไร พูดอะไร หายใจอย่างไร

แต่สมจิตรอยากเป็นครูสอนภาษาไทย

เธอได้เข้าใจแล้วว่า ทักษะการพูดคือทักษะที่สำคัญที่สุด เพราะมนุษย์ต้องสื่อสาร พูดคุย สั่งสอน และอาศัยการพูดคุยเป็นสื่อกลางในชีวิตประจำวัน สมจิตรรู้สึกระทดระท้อใจ เพราะว่าเธออาจจะเป็นครูสอนภาษาไทยที่ดีไม่ได้

สมจิตรนั่งคิดทบทวนกับตัวเองว่า จะมีวิธีการใดที่จะทำให้เธอพูดจารู้เรื่อง ลำดับเรื่องราวความสำคัญต่างๆ ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง พูดโดยไม่รู้สึกประหม่า หรือพูดสะกดให้ทุกคนหันมาฟัง
ไม่มีวิธีการใดนอกจาก การพูด พูดให้มากขึ้น สื่อสารให้มากขึ้น

หลังจากนั้นเป็นต้นมา สมจิตรก็หัดพูด เธอพูดไม่หยุด พูดไปตลอดทาง พูด พูด พูด พูดไปเรื่อยๆ เพื่อฝึกทักษะที่เธอยังอ่อนด้อยอยู่

หลังจากที่เธอพูดจากน้ำลายแห้ง เธอก็ได้รู้ว่า ถึงยังไงทักษะการพูดของเธอก็ยังอ่อนด้อยอยู่ดี

"คนเราไม่ได้เกิดมาเก่งทุกอย่าง การเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องก็คงเป็นอีกสไตล์หนึ่งที่ไม่เหมือนใคร ฝึกพูดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็จะเก่งเอง" คุณครูวิกานดาบอกกับสมจิตรเมื่อเธอขอคำปรึกษา

"แต่ถ้าหนูพูดไมรู้เรื่อง หนูก็จะไม่มีวันเป็นครูสอนภาษาไทยที่ดีได้น่ะสิคะ" สมจิตรพูดกับคุณครูวิกานดา น้ำตาเธอรื้นเต็มหน่วยตา เธอพยายามเลี้ยงน้ำตาไม่ให้มันทะลักล้นอาบแก้ม

"เชื่อครูเถอะ แล้วนี่จะเป็นอีกเรื่องที่จะผ่านไป" คุณครูวิกานดาพูดกับสมจิตรด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เป็นรอยยิ้มที่ดูเข้าใจโลกและความเป็นจริง สมจิตรไม่เคยเห็นคุณครูวิกานดายิ้มแบบนี้มาก่อน คุณครูวิกานดาลูบหัวเธอไปมาสองสามทีพอให้เกิดไฟฟ้าสถิตย์ ก่อนจะลุกจากเก้าอี้แล้วเดินจากไป

เมื่อสมจิตรคิดทบทวนคำตอบของคุณครูวิกานดา

เธอคิดว่าอาจจะต้องรอให้เธอโตกว่านี้อีกหน่อย ถึงจะเข้าใจสิ่งที่คุณครูวิกานดาตอบออกไปก็เป็นได้