2009/Oct/30

ถึงเวลาที่ต้องเคาะสนิมความขี้เกียจของตัวเอง และเริ่มต้นฝึกการเขียนอีกครั้ง...

ช่วงนี้ชีวิตดูค่อนข้างราบเรียบเหมือนทะเลที่มีคลื่นสงบ ไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่เข้ามาในชีวิตมากมายนัก ซึ่งใจเองก็หวังว่าจะมีความหวือหวา ฟู่ฟ่า วิลิศมาหรา เข้ามาบ้่าง แต่อีกใจหนึ่ง ก็กลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะเราไม่รู้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะตามมา มันดีหรือร้าย

อีก 15 นาที ก็จะเป็นเวลาบ่้าย 4 โมง นั่งจมจ่อมอยู่กับเก้่าอี้สำนักงาน สายตามองคอมพิวเตอร์ไม่ลดละ ใจหนึ่งก็อยากจะปิดคอม แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นโรคเสพติดการสื่อสารเสียแล้ว เพราะระหว่างที่ทำงาน ก็มักจะไปกด refresh หน้า facebook ทุกๆ 3 นาที ว่ามีความเคลื่อนไหวใดๆ เพิ่มเ้ติมหรือเปล่า ถ้าอยากเลิกอาการนี้ คงต้องใช้เวลาในการบำบัดนานพอดู

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ข้าพเจ้าไปเที่ยว ปางอุ๋ง ปาย ที่จ. แม่ฮ่องสอนมา การออกเดินทางในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการหลีกหนีกิจวัตรประจำวันอันซ้ำซากของชีวิตเมืองหลวง และออกไปพบเจอกับต้นไม้ สานธาร และภูเขาบ้าง และอีกกิจกรรมหนึ่งที่ข้าพเจ้าเริ่มต้นทำอย่างไม่จริงจังนัก คือการหัดเป็นตากล้องถ่ายภาพดูสักครั้ง 

เมื่อไปถึงปางอุ๋ง ทัศนียภาพงดงาม มีทิวทัศน์ ทิวสน ทิวเขา (แต่ไม่มีทิวลิป) รายล้อม สวยงามไม่หยอก เดินเล่นถ่ายภาพตามอำเภอใจ เป็นช่วงเวลาที่นิ่งและว่างอย่างประหลาด

 

 

 

 

ออกเดินทางไปตามหมู่บ้่านของคนพื้นถิ่น ซึ่งเป็นที่อาศัยของชาวดอย กิจการเปิดโฮมเสตย์ เกสต์เฮ้าส์ ผุดขึ้นมาราวผักตบชวากลางคลอง (พยายามเลี่ยงคำว่าดอกเห็ด เพราะใช้กันเกร่อแล้ว) ความเจริญเข้ามาพร้อมกับวิถีชีวิตของคนเมืองที่สร้างภาพความสวยงามของธรรมชาติไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เพียงแต่คนเมืองส่วนใหญ่พกความสะดวกสบายจากในเมืิองมาด้วย ดังนั้น พวกเขามักไม่ค่อยทำตาหลิ่วกันหรอก แต่จะสอนคนในพื้นถิ่นให้ทำตาหลิ่วตาม แล้วทุกอย่่างจะดีขึ้น ปางอุ๋งกับปาย ในปัจจุบัน จึงกลายสภาพเป็นเมืองในอุดมคติที่เหล่าชนชั้นกลางอันพอมีพอกิน ใฝ่ฝันอยากจะไปสักครั้ง และกลับมาด้วยภาพถ่ายที่ถ่ายคู่กับป้าย หลักกิโล หรืออะไรก็ตามแต่ที่จะยืนยันได้ว่า "ผม/ชั้น/กู/เรา เคยมาเหยี่ยบย่ำที่นี่มาแล้ว" 

 

 

ข้าพเจ้าก็คงไม่อาจผลักตัวเองให้ออกจากกลุ่มคนที่ว่าแต่อย่างใด เราถูกสังคมสอนให้รู้จักระบบวิธีคิดที่แตกต่างไปจากพวกเขา ความคิดเห็นต่างๆ ของข้าพเจ้าจึงล้วนอยู่ในกรอบที่ข้าพเจ้าถูกสั่งสอนมา แต่ถึงอย่างไร สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากการไปทริปตามล่าหานางไม่ในครั้งนี้คือ การได้เปิดมุมมองของตัวเองที่กว้างขึ้น อย่างน้อยที่สุด ข้าพเจ้าก็ได้เห็นว่า บนโลกที่หมุนไปทุกๆวันนั้น ย่อมมีคนอาศัยอยู่ทุกหลืบมุมของโลก อาจจะเป็นบริกรที่เสิร์ฟอาหารให้เราในร้านอาหารจีนยูนาน อาจจะเป็นเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ที่เราเข้าไปพัก อาจจะเป็นเด็กหนุ่มที่ขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านหน้าเราเมื่อตอนขึ้นเขา อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้เรา ทุกคนต่างมีชีวิตและทำหน้าที่ของตัวเอง จริงอย่างที่เขาว่า การเิดินทางย่อมสร้างมิติมุมมองใหม่ให้กับเราเสมอ และจะทำให้เราคิดได้ว่า ท้ายสุดแล้ว เราต่างเป็นแค่จุดเล็กๆ ของสังคมโลกที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโลกไปในแต่ละวัน เราอาจจะคิดฝันที่จะเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบได้ หรือเราอาจจะคิดแค่ใช้ชีวิตให้มีความสุขในแต่ละวัน เพราะอย่างน้อย ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ ชีวิตที่เหลือก็ยังคงดำเนินชีวิตต่อไป นี่คือสัจธรรม นี่คือความจริง

 

ออกเดินทาง เรียนรู้ชีวิต มองโลกอย่างเข้าใจ ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด มีความสุขในทุกๆวัน 

และต้องไม่ลืมว่า เราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต... 

 

2009/Oct/11

วาระสำคัญของการไปจังหวัดกาญจนบุรีในครั้งนี้ของข้าพเจ้า ไม่ใช่เพราะไปเที่ยวเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานหนักทั้งสิ้น

ข้าพเจ้ากับผองเพื่อน ไปเยี่ยมเพื่อนที่ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับปอด ที่โรงพยาบาล 

จากข่าวที่ออกมาหลายกระแสเกี่ยวกับอาการของเพื่อนคนนี้ ทำให้หลายคนเกิดความสับสนและไม่กล้าฟันธงว่า เพื่อนของเราเป็นอย่างไร นอกจากการไปเยี่ยมและพิสูจน์ด้วยสายตาของตัวเอง

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เข้าไปในห้องผู้ป่วยซึ่งเป็นเพื่อนของข้าพเจ้า สิ่งที่ข้าพเจ้าและผองเพื่อนเห็นก็คือ สภาพร่างกายและอาการของเพื่อนที่เกินความคิดที่ข้าพเจ้าคิดเอาไว้ก่อนจะเจอกันเอาไว้มาก

ปอดของเพื่อนข้าพเจ้าทำงานแค่ 10% ของเนื้อที่ทั้งหมด ภาพที่ข้าพเจ้าเห็นคือ หน้าอกของเพื่อนเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าแผ่วเบา เสียงที่ข้าพเจ้าได้ยินคือ เสียงลมหายใจของเพื่อนอย่างเหน็ดเหนื่อย

คนที่นอนอยู่บนเตียง รุ่นราวคราวเดียวกับข้าพเจ้า คนที่มีความฝันต่างๆนานา ร้อยแปด มีพลังของความเป็นหนุ่มที่จะขับเคลื่อนโลก และใช้ชีวิตได้อย่างยาวไกล 

แต่ทำไมถึงต้องมานอนอยู่บนเตียงพยาบาลตรงนี้

ภาพที่พ่อแม่น้ำตารื้นขณะพูดถึงลูกชายของตัวเอง ยังคงติดตาขชข้าพเจ้าอยู่จนถึงตอนนี้

สิ่งเดียวที่จะก้าวข้ามช่วงเวลาอันแสนหนักอึ้งนี้ได้คือ 

ความหวังที่จะเห็นเพื่อนของเรากลับมา่เป็นผู้ชายที่มีเรี่ยวแรงและใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป

ความเชื่อมั่นในตัวเพื่อน ที่จะเอาชนะึใจตัวเองและฝ่าฟันช่วงเวลานี้ได้

ความศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่จะดลบันดาลให้เพื่่อน แคล้วคลาดจากภยันตรายที่ย่างกรายเข้ามา

ขอให้เพื่่อนผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้นะ

แล้วเราจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง 

 

 


หากไม่มีพรุ่งนี้ - แอม เสาวลักษณ์

 

 

2009/Aug/04

โอ๋ คุณเอ็กซ์ทีน

เหตุใดเจ้าจึงน้อยใจเยี่ยงนี้

ที่ฉันไม่ได้เข้ามาเยี่ยมเยียนทักทายเธอเลย ไม่ใช่ว่าฉันจะลืมเธอหรอกนะ

แต่ตอนนี้ฉันได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ 

เค้าชื่อว่า เฟสบุ้ค

เพื่อนคนนี้เค้าไม่ค่อยลงรอยกับ ฮิห้า หรอกนะ เพราะมีอะไรหลายๆอย่างที่คล้ายกันเกินไป

เพียงแต่ เฟสบุ้ค นี่ เค้ามีอะไรให้เรามากกว่าเท่านั้นเอง

ฉันก็เลยสนิทสนมกับเค้าอย่างรวดเร็ว จนทำให้เผลอลืมเธอไปโดยไม่ตั้งใจ

โอ๋ คุณเอ็กซ์ทีน

ฉันกลับมาเยี่ยมเธอแล้วเห็นไหม

อย่าน้อยใจไปล่ะ

ถึงเธอไม่ได้มีอะไรมากมายเหมือนคนอื่นๆ แต่เธอก็เป็นที่ระบายให้ฉันได้เสมอเลยนะ

แม้ว่าช่วงนี้ฉันจะไม่ได้เข้ามาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเธอเท่าไหร่ 

แต่ให้รู้ไว้ว่า ฉันยังคิดถึงแกอยู่เนืองๆนะ

เข้ามาทักทายเธอจ้ะ

เดี๋ยวฉันจะต้องไปเยี่ยมเฟสบุ้คแล้ว นัดเค้าเอาไว้น่ะ

เจอกันๆ 

บาย

 



DewdogDag
View full profile